
Deadlock in Islamabad: เมื่อการทูตถึงทางตัน และบททดสอบใหม่ของเศรษฐกิจโลก
12 เมษายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
- การเจรจารอบล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง แม้ทั้งสองฝ่ายจะย้ำถึงความคืบหน้าบางส่วนและความตั้งใจเจรจา แต่ “เส้นแดง” เรื่องโครงการนิวเคลียร์และการคว่ำบาตรยังเป็นข้อขัดแย้งหลัก
-
ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจโลก โดย EIA ประเมินว่ามากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางเรือ และราวหนึ่งในห้าของการบริโภคพลังงานโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ขณะที่ LNG ราวหนึ่งในห้าของการค้าโลกก็ต้องพึ่งฮอร์มุซเช่นกัน
-
ความตึงเครียดในฮอร์มุซและการหยุดชะงักของการเดินเรือช่วงต้นปี 2026 ทำให้ EIA ต้องปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบ Brent ปี 2026 ขึ้นราว 20% และเตือนว่าความเสี่ยงด้านอุปทานจะกดดันราคาไปตลอดปี
-
สำหรับธุรกิจไทย ความเสี่ยงจากฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะสามารถส่งผลต่อทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน จึงจำเป็นต้องบูรณาการ “การสแกนภูมิรัฐศาสตร์” และการทำ Scenario Planning เข้ากับการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของกรุงอิสลามาบัด บทสนทนาที่กินเวลายาวนานกว่า 12 ชั่วโมงระหว่างมหาอำนาจโลกและเสือแห่งตะวันออกกลางกลับจบลงด้วยความเงียบงันที่น่ากังวล ห้องประชุมที่ควรจะเป็นพื้นที่สำหรับการประนีประนอม กลายเป็นเวทีแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้สำเร็จ ทิ้งไว้เพียงคำถามสำคัญถึง "Cost of Friction" ในเส้นทางเดินเรือที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก
การเจรจารอบล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดย “ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง” แม้ผู้นำคณะของทั้งสองฝ่ายยืนยันว่ามีการพูดคุยอย่างเข้มข้นและจริงจังตลอดทั้งวัน แต่ช่องว่างระหว่างข้อเรียกร้องยังคงกว้าง โดยสหรัฐฯ ยืนยัน “เส้นแดง” เรื่องการยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่อิหร่านมองว่าตะวันตกยังยึด “ข้อเรียกร้องเกินจริง” และต้องการใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นเครื่องมือต่อรองต่อไป
ในอีกด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ย้ำต่อสาธารณะหลายครั้งว่า หากจะมีข้อตกลงใดที่ยั่งยืน สหรัฐฯ จำเป็นต้องลดท่าทีเชิง “ข้อเรียกร้องเกินสมเหตุสมผล” ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับสิทธิของอิหร่านในการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และต้องมีความชัดเจนเรื่องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร ไม่ใช่เพียง “ผ่อนคลายแบบขั้นต่ำ” ตามที่มีรายงานข่าวบางสำนักระบุ
ในมุมของสหรัฐฯ ภาพที่สะท้อนออกมาหลังการเจรจารอบล่าสุดต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายวอชิงตันย้ำมาตลอดว่าหัวใจของการพูดคุยคือการยับยั้งไม่ให้อิหร่านสามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เส้นแดงด้านความมั่นคง” ของทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก
รองประธานาธิบดี JD Vance ให้ภาพรวมหลังการเจรจาว่า “เราไม่สามารถไปถึงจุดที่อิหร่านยอมรับเงื่อนไขหลักของเราได้” พร้อมระบุว่าอิหร่านยังไม่ยอมให้คำมั่นชัดเจนเรื่องการยุติการมุ่งหน้าสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งในมุมมองของวอชิงตันถือเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมรับไม่ได้
ฝั่งสหรัฐฯ ยังมองว่า ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ประเด็นทวิภาคีกับอิหร่าน แต่เป็นเรื่อง “ผลประโยชน์ร่วมของโลก” เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อจนการเดินเรือถูกขัดขวางซ้ำ ๆ จะกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ ทั้งในเอเชียและยุโรป
ช่องแคบฮอร์มุซ: จากข่าวต่างประเทศสู่โจทย์ธุรกิจ
ท่ามกลางบรรยากาศการทูตที่ไม่แน่นอน ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นคำสำคัญที่ตลาดพลังงานโลกจับตาอีกครั้ง เพราะนี่คือเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางเข้ากับตลาดผู้บริโภคทั่วโลก
รายงานล่าสุดของ U.S. Energy Information Administration (EIA) ระบุว่า ในปี 2567–ต้นปี 2568 ปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางเรือทั่วโลก และคิดเป็นราวหนึ่งในห้าของการบริโภคของโลก ขณะที่สัดส่วนของ LNG ที่ผ่านเส้นทางนี้ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
การปะทะและการปิดกั้นการเดินเรือในช่วงต้นปี 2569ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดใช้งานอย่างมีนัยสำคัญชั่วคราว ทำให้ปริมาณน้ำมันที่ส่งออกจากภูมิภาคหายไปหลายล้านบาร์เรลต่อวัน พร้อมทั้งสร้างความผันผวนให้กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างรุนแรง จน EIA ต้องปรับขึ้นคาดการณ์ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบ Brent ปี 2569 มาอยู่แถว 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับคาดการณ์เดิมไม่ถึง 80 ดอลลาร์
“เมื่อเส้นทางพลังงานที่สำคัญต่อโลกเผชิญความตึงเครียด ความผันผวนของตลาดจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถสะท้อนมายังต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว”
บทเรียนสำหรับผู้นำธุรกิจไทย: อ่านเกมฮอร์มุซ ให้ไกลกว่า “ราคาน้ำมัน”
สำหรับผู้นำธุรกิจและผู้บริหารไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้มีแค่การมองกราฟราคาน้ำมันรายวัน แต่คือการมอง “ฮอร์มุซ” เป็นตัวแปรเชิงระบบของห่วงโซ่อุปทานโลกและต้นทุนของทั้งเศรษฐกิจไทย
ธุรกิจควรถามตัวเองให้ชัดเจนอย่างน้อย 3 ข้อ
-
ถ้าต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและผันผวนต่อเนื่องทั้งปี 2569–2570 โมเดลธุรกิจและโครงสร้างราคาปัจจุบันของเรารับไหวหรือไม่
-
ห่วงโซ่อุปทานของเราเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในตะวันออกกลางหรือเส้นทางขนส่งที่ผ่านฮอร์มุซมากน้อยแค่ไหน และมีแผนกระจายความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าหรือยัง
-
เรามีกระบวนการ “สแกนภูมิรัฐศาสตร์” เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมผู้บริหารประจำหรือยัง หรือยังปล่อยให้เหตุการณ์ใหญ่ ๆ จากต่างประเทศไหลเข้ามากระทบแบบไม่ทันตั้งตัว
ในโลกที่ข่าวการยิงขีปนาวุธหรือการเจรจาในอีกทวีปหนึ่งสามารถสะเทือนต้นทุนและการตัดสินใจของธุรกิจไทยได้ภายในไม่กี่วัน ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องอ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์ให้ขาดพอ ๆ กับการอ่านงบการเงิน เพราะ “คลื่น” จากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดพลังงาน แต่กำลังส่งแรงสะเทือนไปถึงโต๊ะประชุมบอร์ดของบริษัททั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย
หมายเหตุ: บทความนี้อ้างอิงข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงจากรายงานของ U.S. Energy Information Administration และสำนักข่าวนานาชาติ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงระบบต่อภาคธุรกิจ ข้อมูลด้านการทูตและบริบทการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านอ้างอิงจากรายงานข่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์–12 เมษายน 2026




