
ภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง หนุนหุ้นไทยพุ่ง–เศรษฐกิจมีลุ้นฟื้นแรงครึ่งหลังปี 69
10 กุมภาพันธ์ 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ชัยชนะที่ชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนสมการอำนาจทางการเมือง แต่ยังกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อมุมมองของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เมื่อบลูมเบิร์กและนักวิเคราะห์ชั้นนำหลายสำนักประเมินตรงกันว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกระยะยาวต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจไทย ความชัดเจนดังกล่าวจุดประกายความเชื่อมั่นใหม่ให้กับตลาดการเงินไทยอย่างฉับพลัน ดันให้ทั้งตลาดหุ้นและค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนการยอมรับของตลาดต่อความเป็นไปได้ที่รัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้ามาตรการเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง มีเอกภาพ และพร้อมสร้างเงื่อนไขเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแรงในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
“สัญญาณจากบลูมเบิร์ก: เสียงนักวิเคราะห์ต่อชัยชนะภูมิใจไทย
บลูมเบิร์กได้เผยแพร่มุมมองเชิงวิเคราะห์จากทั้งนักวิเคราะห์ไทยและต่างชาติ เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังการเลือกตั้งที่สำคัญ โดยมีข้อบ่งชี้ว่าชัยชนะที่ชัดเจนของขั้วอำนาจ 'ภูมิใจไทย' ได้สร้างแรงหนุนสำคัญต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องทางนโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว ผลการคาดการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้ตลาดการเงินของไทยตอบสนองในเชิงบวกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่ตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนถึงการยอมรับของตลาดต่อแนวโน้มที่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความหวังในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นพ้องว่าความต่อเนื่องเชิงนโยบายถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะที่มีความผันผวน การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้อย่างเด็ดขาด ย่อมหมายถึงการลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินโครงการพัฒนาและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ริเริ่มไว้ได้อย่างไม่ติดขัด สิ่งนี้เป็นแรงกระตุ้นให้ตลาดมีความมั่นใจและพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะเกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยที่เคยชะลอตัวกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ที่คาดว่าจะเห็นผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ด้วยภาพรวมดังกล่าว ชัยชนะทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยจึงไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่มีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยคาดการณ์ว่าเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การไหลเข้าของการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลากหลายภาคส่วน การดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่องจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน การฟื้นตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เพียงการฟื้นตัวทางสถิติ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยไม่เพียงส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและนักลงทุน เพราะเสถียรภาพทางการเมืองจะเอื้อต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น
ตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยาน
ตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์อย่างแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ได้สร้างเซอร์ไพรส์เชิงบวก การที่พรรคภูมิใจไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ได้สร้างความชัดเจนทางการเมืองนี้ได้ฉีดความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุน ดันให้ดัชนี SET Index พุ่งทะยานแตะระดับ 1,403.96 จุด ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี และสะท้อนถึงการตอบรับเชิงบวกจากตลาดที่มองเห็นโอกาสของรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นทันที
การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยกว่า 3.4% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่คาดหวังถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยที่ถูกมองว่าเป็นสูตรที่ลงตัวและเป็นปัจจัยบวกอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน ซึ่งได้รับการวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) และ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ที่ต่างชี้ตรงกันว่าความชัดเจนนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยกดดันตลาดมาตลอดระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ โบรกเกอร์ยังคาดการณ์ว่ากระแสเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างคึกคักในเดือนนี้ โดยประเมินว่านักลงทุนต่างชาติอาจลุยซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้นอีก 1-2 หมื่นล้านบาท อันเป็นผลมาจากมุมมองที่ว่าหุ้นไทยยังมี Valuation ที่น่าสนใจและมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่สูง ซึ่งเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับเงินทุนต่างชาติในสภาวะปัจจุบัน
จากแนวโน้มเชิงบวกที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์จากหลายสำนัก อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ได้ให้คำแนะนำและมุมมองต่อกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ค้าปลีก และธนาคาร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐบาลชุดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหรือนโยบายที่ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพตามที่คาดการณ์ไว้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะเห็นดัชนี SET Index ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,450 จุดได้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องในระยะกลาง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อศักยภาพของเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของรัฐบาลชุดใหม่
โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มก่อสร้าง ค้าปลีก และธนาคาร ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของรัฐบาลชุดใหม่






