เวียดนามเล่นใหญ่: ดานังกับแผนปฏิวัติเศรษฐกิจที่จะเขย่าภูมิภาค

เวียดนามเล่นใหญ่: ดานังกับแผนปฏิวัติเศรษฐกิจที่จะเขย่าภูมิภาค

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สายตาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทั่วเอเชียต่างจับจ้องไปที่นครดานัง เมืองชายฝั่งภาคกลางของเวียดนาม ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าจากเมืองท่องเที่ยวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่อาจเขย่าสมดุลอำนาจในภูมิภาคอาเซียน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 นาย Nguyen Hoa Binh รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรี เลขที่ 1142/QĐ-TTg ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง: การจัดตั้งเขตการค้าเสรีดานัง (Da Nang Free Trade Zone) เขตการค้าเสรีแห่งแรกของเวียดนาม นี่ไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายใหม่ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าฮานอยพร้อมเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงบทบาทผู้นำเศรษฐกิจอาเซียนจากสิงคโปร์และเซินเจิ้น

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด

แผนของเวียดนามไม่ได้หยุดแค่การสร้างเขตการค้าเสรี การควบรวมนครดานังกับจังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 จะทำให้เกิดมหานครใหม่ขนาด 11,859 ตารางกิโลเมตร มีประชากรกว่า 3 ล้านคน กลายเป็นหน่วยการปกครองใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม เขตการค้าเสรีดานังครอบคลุมพื้นที่ 1,881 เฮกตาร์ แบ่งเป็นโซนต่างๆ ทั้งการผลิต โลจิสติกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และศูนย์นวัตกรรม สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างคือการเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานหลักของเมือง ได้แก่ ท่าเรือเหลียนเชียว ท่าอากาศยานนานาชาติดานัง และแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก

เกมเศรษฐกิจใหม่ในอาเซียน

ดร.นักเศรษฐศาสตร์คนมองว่า การเคลื่อนไหวของเวียดนามครั้งนี้ไม่ใช่การพัฒนาภายในประเทศอย่างเดียว แต่เป็นการตอบโต้ต่อการครอบงำตลาดของสิงคโปร์ในการเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าของอาเซียน รวมถึงความพยายามของจีนในการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านโครงการ Belt and Road Initiative ความได้เปรียบที่สำคัญของดานังคือต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่าสิงคโปร์อย่างมาก ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลกลาง

สัญญาณจากภาคเอกชน

ความมั่นใจของนักลงทุนเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อบริษัทใหญ่หลายแห่งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ไว้แล้ว อาทิ Terne Holdings Group, One Destination, BRG Group, Imex Pan Pacific, Newtechco Group และ Saigon Da Nang Investment JSC¹ การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนมองเห็นศักยภาพระยะยาวของโครงการ นาย Le Trung Chinh ประธานคณะกรรมการประชาชนนครดานัง อธิบายว่า เขตการค้าเสรีนี้คือ "ต้นแบบใหม่ของการปฏิรูประบบราชการและนโยบาย" ที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและการดึงดูดการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์

ความท้าทายที่รออยู่

แม้จะมีแผนการที่ทะเยอทะยาน แต่เขตการค้าเสรีดานังก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้งบประมาณสูง ความไม่ชัดเจนของกรอบกฎหมายระดับชาติสำหรับการบริหาร FTZ และที่สำคัญคือการแข่งขันกับเขตการค้าเสรีที่มีประสบการณ์แล้วในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน

ผลกระทบต่อไทย

สำหรับไทย การเกิดขึ้นของเขตการค้าเสรีดานังทั้งเป็นโอกาสและความท้าทาย ในด้านโอกาส ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ดานังเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังประเทศ CLMV โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป อาหารแช่แข็ง เครื่องสำอาง และสมุนไพรที่ไทยมีความได้เปรียบ ในขณะเดียวกัน ดานังอาจกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

มองไปข้างหน้า

การจัดตั้งเขตการค้าเสรีดานังไม่ใช่เพียงการพัฒนาท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวของเวียดนามในการกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาค โครงการนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนาศูนย์การเงินนานาชาติดานัง ท่าเรือน้ำลึก และโครงการเพิร์ลไอส์แลนด์ หากดานังสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียน และเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เวียดนามได้เริ่มเล่นใหญ่แล้ว คำถามคือ ใคจะตามทัน และไทยจะตกขบวนหรือไม่

อ้างอิง: สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์, รายงานการจัดตั้งเขตการค้าเสรีดานัง, อ้างอิงจาก Vietnam News, ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2568