วิกฤตศักยภาพเศรษฐกิจไทย IMF-เวิลด์แบงก์ วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาและทางออก

วิกฤตศักยภาพเศรษฐกิจไทย IMF-เวิลด์แบงก์ วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาและทางออก

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ จากรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นภาพที่น่าวิตกของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ของการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และความเสี่ยงที่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแซงหน้าในอนาคตอันใกล้ บทวิเคราะห์นี้จะนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของปัญหา และแนวทางการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

การเติบโตที่ชะลอตัวและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

จากข้อมูลของ IMF ชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2567-2572 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.75% ต่อปี ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนหลัก เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ (6.18%) เวียดนาม (5.88%) อินโดนีเซีย (5.05%) และมาเลเซีย (4.26%)

การเติบโตที่ต่ำนี้จะส่งผลให้ไทยสูญเสียสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของอาเซียนภายในปี 2571 โดยจะถูกทั้งฟิลิปปินส์และเวียดนามแซงขึ้นไป สะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

ศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่ลดลง

ธนาคารโลกประเมินว่าศักยภาพการเติบโตระยะยาวของไทยในช่วงปี 2566-2573 จะอยู่ที่เพียง 2.7% ต่อปี ลดลง 0.5 จุดจากทศวรรษก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจาก:

1. การลดลงอย่างต่อเนื่องของผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวม (TFP)

2. การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยและการลดลงของกำลังแรงงาน

3. การชะงักงันของการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรไปสู่ภาคที่มีผลิตภาพสูงกว่า

รากเหง้าของปัญหาเชิงโครงสร้าง

การลงทุนและการออมที่ไม่เพียงพอ

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำคือระดับการลงทุนที่ไม่เพียงพอ โดย IMF ระบุว่าอัตราการลงทุนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียนหลัก:

  • ไทย: 21.98% ในปี 2567 และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 20.71% ในปี 2572
  • เวียดนาม: 32-33%
  • อินโดนีเซีย: ประมาณ 30%
  • ฟิลิปปินส์: เพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 29%

ในด้านการออม แม้ไทยจะมีอัตราการออมต่อ GDP ที่ 23-24% แต่ก็ยังต่ำกว่าเวียดนาม (33-35%) และอินโดนีเซีย (29%) อย่างมีนัยสำคัญ

 

การพึ่งพากรุงเทพฯ มากเกินไป

  • ธนาคารโลกชี้ให้เห็นปัญหาการกระจุกตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจที่กรุงเทพฯ โดย:
  • GDP ของกรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองเกือบ 40 เท่า
  • 60% ของการใช้จ่ายสาธารณะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะมีสัดส่วน GDP เพียง 34% และประชากร 13%
  • การเติบโตของกรุงเทพฯ เริ่มแสดงสัญญาณอิ่มตัว

ภาระหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน

ไทยมีระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 65-66% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากมาเลเซีย ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียมีหนี้สาธารณะเพียง 30-40% นอกจากนี้ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงยังเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การส่งออกที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

อัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าและบริการของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 3-4% ต่อปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 6-10% สะท้อนถึง:

  • การพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ
  • การขาดการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดโลก

แนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

การกระจายการพัฒนาสู่เมืองรอง

ธนาคารโลกเสนอให้มีการพัฒนาเมืองรอง 5 แห่งที่มีศักยภาพ ได้แก่:

1. เชียงใหม่: ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือ เน้นการท่องเที่ยว เกษตร และโลจิสติกส์

2. ระยอง: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก

3. นครสวรรค์: ศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและโลจิสติกส์

4. ขอนแก่น: ศูนย์กลางพาณิชย์และอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5. ภูเก็ต: จุดหมายการท่องเที่ยวและบริการระดับนานาชาติ

 

แนวทางการพัฒนาเมืองรอง:

  • กระจายอำนาจในการวางแผนและตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
  • เพิ่มความเป็นอิสระทางการคลัง
  • ปรับปรุงระบบภาษีท้องถิ่น
  • พัฒนาระบบการกู้ยืมของเทศบาล
  • จัดทำ White Paper และโครงการนำร่อง

 

การปฏิรูประบบการคลัง

เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ควรดำเนินการดังนี้:

1. ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษา

2. เพิ่มรายได้ภาษีผ่าน:

  • ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน
  •  จัดเก็บภาษีคาร์บอน

 

การพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม

1. เพิ่มการลงทุนในการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน

2. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา

3. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

4. พัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

การปฏิรูปตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการสังคม

1. ปฏิรูประบบบำนาญ

2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรี

3. พัฒนานโยบายการย้ายถิ่นแรงงาน

4. ปรับปรุงระบบการคุ้มครองทางสังคม

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

 

ระยะสั้น (1-2 ปี)

1. เร่งดำเนินการตามแผนกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

2. ปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือทางสังคมให้มีเป้าหมายชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. เริ่มกระบวนการกระจายอำนาจสู่เมืองรองที่มีศักยภาพ

4. พัฒนาแผนรับมือกับความเสี่ยงจากภัยแล้งและผลกระทบต่อภาคเกษตร

5. เริ่มดำเนินการปรับปรุงระบบภาษีท้องถิ่นและการจัดเก็บรายได้

 

ระยะกลาง (2-5 ปี)

1. ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังเพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการใช้จ่าย

2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรองตามแผนที่วางไว้

3. ปรับปรุงระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน

4. ส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี

5. พัฒนาระบบการเงินท้องถิ่นและตลาดพันธบัตรเทศบาล

 

ระยะยาว (5-10 ปี)

1. ปฏิรูประบบบำนาญและสวัสดิการสังคมให้ยั่งยืน

2. พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

3. ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

4. สร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองรองและประเทศเพื่อนบ้าน

5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

บทสรุป

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ การที่ IMF คาดการณ์ว่าไทยจะร่วงจากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 4 ของอาเซียนภายในปี 2571 ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน

การเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจในทุกมิติเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดำเนินการ โดยเฉพาะการกระจายการพัฒนาสู่เมืองรอง การปฏิรูประบบการคลัง การพัฒนาทุนมนุษย์ และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

หากไทยไม่เร่งดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจัง เราไม่เพียงเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอาเซียนเท่านั้น แต่ยังอาจถูกทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและอนาคตของประเทศในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาวจึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง