
“จำนำข้าว”จากนโยบายประชานิยม สู่ความรับผิดชอบทางการเมือง “ยิ่งลักษณ์” 1 หมื่นล้าน
23 พฤษภาคม 2568
สูตรคูณ
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำพิพากษาที่จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คำตัดสินที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 10,028 ล้านบาท จากคดีโครงการรับจำนำข้าว ไม่เพียงแต่เป็นการปิดฉากคดีทางกฎหมายที่ยืดเยื้อกว่าทศวรรษ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดธรรมาภิบาลในระบบราชการไทย
โครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เริ่มต้นด้วยเจตนารมณ์ที่ชัดเจน คือการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากว่า 20 ล้านคนให้มีรายได้ที่เหมาะสม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก นโยบายนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและแถลงต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ในขณะนั้นถือเป็นนโยบายประชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง
หากแต่การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติกลับเผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบการกำกับดูแล ศาลปกครองสูงสุดชี้ชัดว่า แม้นโยบายจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่การดำเนินการในทางปฏิบัติกลับขาดการติดตามและควบคุมที่เข้มงวด โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ G2G ที่เกิดการทุจริตอย่างร้ายแรง
สิ่งที่น่าสนใจจากคำพิพากษาครั้งนี้ คือการที่ศาลแยกแยะระหว่าง "การกำหนดนโยบาย" กับ "การบริหารนโยบาย" อย่างชัดเจน ศาลยอมรับว่าการกำหนดนโยบายรับจำนำข้าวนั้นไม่มีข้อผิดพลาด แต่การที่ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติไม่ได้ติดตามดูแลการดำเนินงานอย่างเข้มงวด หลังจากได้รับคำเตือนจากหน่วยงานตรวจสอบหลายครั้ง นั้นถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
การตัดสินให้รับผิดชอบร้อยละ 50 ของความเสียหายในส่วน G2G จำนวน 20,057 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นแนวคิดใหม่ของศาลที่ว่า ผู้นำระดับสูงต้องมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของนโยบาย แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในรายละเอียดการดำเนินงานโดยตรงก็ตาม
หลังคำพิพากษา ยิ่งลักษณ์ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัวแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา "หนี้ 10,000 ล้านบาท ชดใช้ทั้งชีวิต ยังไงก็ไม่มีวันหมด" เธอเน้นย้ำว่าตนไม่มีเจตนาให้โครงการเสียหาย และการทำงานเพื่อช่วยเหลือชาวนากลับกลายเป็น "บทสรุปที่เจ็บปวดที่สุด"
ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ และผลกระทบที่ผู้บริหารระดับสูงต้องเผชิญเมื่อระบบการควบคุมภายในล้มเหลว แม้เจตนาเริ่มต้นจะดีเพื่อประชาชน
คดีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของระบบธรรมาภิบาลไทย จากเดิมที่เน้นการรับผิดชอบเฉพาะผู้ปฏิบัติ มาสู่การเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้นำระดับสูงในการกำกับดูแลและติดตาม
ศาลได้วางหลักการใหม่ที่ว่า ผู้บริหารระดับสูงต้องมี "หน้าที่ในการดูแล" (Duty of Care) ไม่ใช่เพียงแค่การอนุมัตินโยบาย แต่ต้องมีการติดตามผลและแก้ไขปัญหาเมื่อมีสัญญาณเตือน การละเลยหน้าที่นี้อาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งได้
คำพิพากษาครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้บริหารรัฐในอนาคตว่า การมีนโยบายที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีระบบการติดตามและควบคุมที่เข้มแข็ง มีการตอบสนองต่อคำเตือนจากหน่วยงานตรวจสอบอย่างจริงจัง และต้องพร้อมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับระบบราชการ คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาระบบการควบคุมภายใน การรายงาน และการตรวจสอบที่มีประสิทธิผล เพื่อป้องกันการทุจริตและลดความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายขนาดใหญ่
จากคดีข้าวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความหมายของ "ความรับผิดชอบทางการเมือง" จากเดิมที่มักจำกัดอยู่ในกรอบการเมือง มาสู่ความรับผิดชอบทางกฎหมายที่มีผลกระทบในทางปฏิบัติ
ยิ่งลักษณ์ตั้งคำถามว่า "ถ้านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งยังไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย" ข้อความนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างระบบการเมืองกับระบบกฎหมายในสังคมประชาธิปไตย
คำพิพากษาครั้งนี้อาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะในอนาคต ผู้บริหารอาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ต่อประชาชนกับความเสี่ยงส่วนบุคคลมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การนำนโยบายที่กล้าหาญและก้าวล้ำออกมาใช้มีความยากลำบากมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจเป็นแรงผลักดันให้มีการพัฒนาระบบการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทั้งสำหรับผู้บริหารและประเทศชาติ
คดีโครงการรับจำนำข้าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของนโยบายหนึ่งที่ล้มเหลว แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบธรรมาภิบาลไทย จากการเน้นเจตนาดีมาสู่การเน้นผลลัพธ์และความรับผิดชอบ
การที่ศาลแยกแยะระหว่างนโยบายกับการบริหาร และเน้นความสำคัญของการกำกับดูแล เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับระบบราชการยุคใหม่ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย คำพิพากษาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิผลมากขึ้น ที่ผู้บริหารทุกระดับต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบที่แท้จริงต่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เพียงแค่การเสนอนโยบายที่ฟังดูดี แต่ต้องมีการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้
11 ปีหลังรัฐประหาร คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างระบบการเมืองและการบริหารที่เข้มแข็ง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริง