แลนด์บริดจ์: โปรเจกต์สะพานเศรษฐกิจ 1 ล้านล้าน เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

แลนด์บริดจ์: โปรเจกต์สะพานเศรษฐกิจ 1 ล้านล้าน เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

รัฐบาลไทยเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เชื่อมการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ด้วยท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งและโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยง ตั้งเป้าประมูลปี 2569 และเปิดให้บริการภายในปี 2573
 

ทางเลือกใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา

ช่องแคบมะละกาปัจจุบันเป็นเส้นทางหลักเชื่อมการค้าระหว่างกลุ่มประเทศฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีเรือผ่านประมาณ 100,000 ลำต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.35 ต่อปี แลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ลดระยะเวลาการขนส่งได้เฉลี่ย 4 วัน และประหยัดต้นทุนถึง 15% เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา

ปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เผยว่า
 


"แลนด์บริดจ์จะเป็นท่าเรือสำหรับรองรับสินค้าที่ผลิตจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่จะถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนที่จะส่งออกวัตถุดิบไปผลิตหรือแปรรูปที่ประเทศเพื่อนบ้าน"


องค์ประกอบสำคัญและงบประมาณแต่ละส่วน

โครงการแลนด์บริดจ์ประกอบด้วยการพัฒนาหลัก 3 ส่วน:

  1. ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ที่แหลมอ่าวอ่าง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มูลค่า 330,810 ล้านบาท ออกแบบให้รองรับสินค้า 20 ล้าน TEUs ขนาดร่องน้ำลึก 21 เมตร
  2. ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย ที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มูลค่า 305,666 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้าน TEUs ขนาดร่องน้ำลึก 17 เมตร
  3. เส้นทางเชื่อมโยง ระยะทาง 90 กิโลเมตร มูลค่า 358,517 ล้านบาท ประกอบด้วย:

- ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 6 ช่องจราจร
- ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร (Standard Gauge) 2 ทาง
- ทางรถไฟขนาด 1.0 เมตร (Meter Gauge) 2 ทาง
- อุโมงค์ 3 แห่ง ระยะทางรวมประมาณ 21 กิโลเมตร

แผนการพัฒนาแบ่งเป็นระยะ โดยระยะแรก (เฟส 1/1) ใช้เงินลงทุน 5.22 แสนล้านบาท และเปิดให้บริการภายในปี 2573

ความคืบหน้าและกรอบเวลา

ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ควบคู่กับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคม 2568 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปลายปี 2568

สำหรับกำหนดการสำคัญในอนาคต:

  • จัดทำเอกสารประกวดราคาเพื่อคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนภายในปลายปี 2568
  • ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินภายในปี 2569
  • เสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการและลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนผู้ชนะการประมูลภายในกลางปี 2569
  • เริ่มก่อสร้างในระยะที่ 1 ทันที และเปิดให้บริการภายในปี 2573
     

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

โครงการได้กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ประการ:

  1. One Port Two Sides: ใช้หลักการท่าเรือเดียวเชื่อมสองฝั่ง ก่อสร้างพร้อมกันทั้งโครงการภายใต้สัญญาเดียว
  2. Investor: เปิดประมูลแบบนานาชาติ โดยผู้ลงทุนต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการบริหารจัดการท่าเรือ การเดินเรือ และมีความพร้อมด้านเงินทุน
  3. Law: ต้องมีกฎหมายเฉพาะที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน มีมาตรการส่งเสริมและขจัดอุปสรรคจากกฎระเบียบเดิม
  4. Public Participation: สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
  5. Environmental Management: การจัดการท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานท่าเรือสากล


การเวนคืนที่ดินและผลกระทบต่อประชาชน

โครงการต้องเวนคืนที่ดินรวมทั้งสิ้นประมาณ 9,263 ไร่ ประกอบด้วย:

  • พื้นที่ป่าและอุทยานจำนวน 2,316.51 ไร่
  • พื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 1,443.81 ไร่
  • พื้นที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ จำนวน 814.14 ไร่
  • ที่ดินมีโฉนด 4,688.57 ไร่

วงเงินรวมค่าเวนคืน ค่ารื้อย้าย และค่าชดเชยผลผลิต ประมาณ 10,809 ล้านบาท

ในประเด็นข้อกังวลเรื่องการขายชาติ ผู้อำนวยการ สนข. ชี้แจงว่า
 

" การเวนคืนที่ดินมาพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ จะทำโดยรัฐบาลไทย และที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ เป็นของคนไทยไม่ได้ยกให้เอกชน แต่เป็นการให้สิทธิ์เอกชนเช่าใช้ที่ดินตามระยะเวลาสัมปทาน ประมาณ 50 ปี "

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

โครงการแลนด์บริดจ์มุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็น:

  1. ประตูการค้า รองรับการนำเข้า-ส่งออกของไทย และเป็นศูนย์กลางขนส่งแลกเปลี่ยนสินค้าของประเทศในภูมิภาค
  2. สะพานเศรษฐกิจ รองรับการขนส่งถ่ายลำ (Transshipment Port) ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
  3. ศูนย์กลางอุตสาหกรรม การพัฒนาพื้นที่หลังท่าเพื่อรองรับศูนย์กระจายสินค้า คลังน้ำมัน และอุตสาหกรรมต่างๆ

คาดว่าจะเกิดการจ้างงานประมาณ 280,000 ตำแหน่ง แบ่งเป็นพื้นที่ระนอง 130,000 ตำแหน่ง และชุมพร 150,000 ตำแหน่ง เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

อย่างไรก็ตาม โครงการยังต้องรอความชัดเจนจากการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี และการผ่านร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเอื้อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น