
จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมเหล็ก จีน อินเดีย ญี่ปุ่น รุกไล่ผู้ผลิตไทย
22 กันยายน 2567
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
อุตสาหกรรมเหล็กเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความผันผวนกับภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อความต้องการบริโภคเหล็ก ในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ประกอบการเหล็กหลายรายที่มีการเทคโอเวอร์หรือเข้าซื้อกิจการ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รายงานสถิติผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กในประเทศไทยมี 180 ราย แบ่งเป็นเหล็กทรงยาวประมาณ 100 ราย และเหล็กทรงแบนประมาณ 80 ราย
การผลิตเหล็กในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเหล็กเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง สัดส่วน 60% รองลงมา เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน สัดส่วน 20% , เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สัดส่วน 7% เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม สัดส่วน 5% , บรรจุภัณฑ์ สัดส่วน 5% และอื่น ๆ สัดส่วน 3%
ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กของไทยถือว่ามีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะในช่วงปี 2530-2540 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราสูง และทำให้ความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้น โดยมีการลงทุนผลิตเหล็กกลางน้ำและปลายน้ำในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตเหล็กอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การลงทุนเหล็กกลางน้ำเป็นการนำเหล็กดิบที่ผ่านมาถลุงหรือเศษเหล็ก มาผ่านกระบวนการหลอมเพื่อผลิตเป็นเหล็กแท่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตเหล็กแท่งยาว (Billet) และเหล็กแท่งแบน (Slab)
ในขณะที่การผลิตเหล็กปลายน้ำในประเทศไทยจะอยู่ในกลุ่มเหล็กแผ่น เหล็กเคลือบ เหล็กเส้น เหล็กลวดและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ
ถึงแม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บริษัทเหล็กหลายรายได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้เงินกู้เพิ่มสูงขึ้นจากการลอยตัวค่าเงินบาท แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นและกลับมาขยายตัว
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ดีมานด์เหล็กของไทยเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการเหล็กไทยบางรายมีความคาดหวังถึงการเป็น 'เจ้าอุตสาหกรรมเหล็ก' ด้วยแผนการลงทุนเหล็กต้นน้ำ หรือ การลงทุนโรงถลุงเหล็ก
รวมถึงรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ซึ่งแม้ประเทศไทยจะไม่มีสินแร่เหล็กแต่มีดีมานด์ขนาดใหญ่ โดยมีการบริโภคเหล็กสูงที่สุดใรอาเซียน รวมทั้งมีตลาดประเทศเพื่อนบ้าน จึงทำให้สร้างแรงจูงใจบริษัทไทยและต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนโรงถลุงเหล็กในประเทศไทย เช่น นิปปอนสตีล
ทิศทางอุตสาหกรรมเหล็กของไทยที่ไปได้ดีทำให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทเหล็กไทย โดยปี 2549 กลุ่ม Tata Steel ร่วมกันยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทมิลเลนเนียม สตีล จำกัด (มหาชน) ทั้งหมดโดยสมัครใจจากผู้ถือหุ้นทุกรายเป็นการทั่วไป ส่งผลให้กลุ่ม Tata Steel เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทน บริษัท ซิเมนต์ไทยโฮลดิ้ง จำกัด เป็นการถอยอีกก้าวของ SCG ออกจากอุตสาหกรรมเหล็ก
กลุ่ม Tata Steel เปลี่ยนชื่อบริษัทมิลเลนเนียม สตีล จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยปัจจุบัน T S Global Holding PTE Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Tata Steel Limited เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัททาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 67.90%
ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กจากญี่ปุ่นรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก "กลุ่มนิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น" (NSC) ได้ตั้งสายการผลิตแรกในประเทศไทยมากว่า 60 ปี แต่จังหวะก้าวสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2565 ได้ตัดสินใจใช้เงินลงทุน 763 ล้านดอลลาร์ เข้าร่วมลงทุนใน บริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของไทยและผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนครบวงจรแห่งเดียวในไทย
ล่าสุดในเดือน ส.ค.2567 บริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) ประกาศแผนลงทุนปรับปรุงสายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี มูลค่าลงทุน 4,500 ล้านบาท ภายใน 3 ปี แบ่งเป็นการลงทุนของบริษัทจี สตีล จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดระยอง 3,000 ล้านบาท และบริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) ที่จังหวัดชลบุรี 1,500 ล้านบาท
หันมาดูผู้ผลิตเหล็กจากประเทศจีน ซึ่งกลายมาเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก โดย World Steel Association รายงานผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกปี 2023 พบว่า TOP10 เป็นบริษัทจีนถึง 6 ราย จึงไม่แปลกให้ที่บริษัทเหล็กจากจีนจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด กำลังเป็นที่จับตามองของอุตสาหกรรมเหล็กในไทย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อก่อสร้างโรงงานเหล็ก กำลังการผลิต 12.09 ล้านตันตันปี ครอบคลุมการผลิตเหล็กลวด , เหล็กแผ่นรีดร้อน , เหล็กแผ่นรีดเย็น , เหล็กเคลือบ , เหล็กท่อ และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยอมรับว่า ภาวะ Oversupply ของอุตสาหกรรมเหล็กในจีนทำให้มีการเร่งระบายเหล็กจากประเทศจีนออกสู่ตลาดโลก โดยที่ผ่านมาตลาดเหล็กในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันอย่างรุนแรงจากภาวะดังกล่าว
ในขณะที่การนำเข้าสินค้าเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย พบว่าในช่วง 7 เดือน แรกของปี 2567 ไทยนำเข้า 7,045.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วลดลง -13.38% โดยนำเข้าจากญี่ปุ่นมาเป็นอันดับ 1 รองลงมาเป็นจีนและเกลาหลีใต้
ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ทำด้วยเหล็กพบว่า ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ไทยนำเข้า 985.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น ลดลง 5.12% โดยนำเข้าจากจีนมากที่สุด 247.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.60% ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลในการนำเข้าเหล็กในกลุ่มเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ประเด็นสินค้าจีนถูกยกขึ้นมาหารือในวงกว้างถึงผลกระทบต่อภาคการผลิตของประเทศไทย โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แสดงความกังวลในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2567 ซึ่งได้ระบุถึงแนวทางของภาครัฐในการรับมือสินค้านำเข้าจากจีน
ในกลุ่มสินค้าเหล็กมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ซึ่งมีการบังคับใช้ในปัจจุบันในกลุ่มสินค้าเหล็ก โลหะและผลิตภัณฑ์ รวม 12 ผลิตภัณฑ์ จาก 13 ผลิตภัณฑ์ ที่มีการบังคับใช้มาตรการ โดยบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากประเทศจีนมากที่สุดครบทั้ง 12 ผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้มาตรการ AD
ส่วนะมาตรการตอบโต้การหลีกเลี่ยงการทุ่มตลาด (AC) ประเทศไทยเพิ่งบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2567 ก็เป็นสินค้าในกลุ่มเหล็กแผ่นรีดร้อนจำนวน 17 ชนิด โดยบังคับใช้กับประเทศจีนเพียงประเทศเดียว
สถานการณ์ที่มีการลงทุนตั้งโรงงานเหล็กในประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงสินค้าเหล็กจีนเข้ามาตีตลาดประเทศไทยส่งผลให้อัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่ำสุดรอบ 7 ปี
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 อัตราการใช้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมเหล็กอยู่ที่ระดับ 29.3% เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หลังจากที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมเหล็กเฉลี่ยปี 2566 อยู่ที่ 31.2% และปี 2565 อยู่ที่ 33.4% จึงทำให้อุตสาหกรรมเหล็กเข้าสู่ภาวะถดถอย
