
โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยกระทรวงพาณิชย์
8 เมษายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
โครงการ “ไทยช่วยไทย” ของกระทรวงพาณิชย์ ลดราคาสินค้าจำเป็น 25–58% เริ่ม 1 เมษายน 2569 เพื่อช่วยค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
-
ใช้พลังความร่วมมือกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดอย่างทั่วถึง โปร่งใส ตรวจสอบได้
-
เป็นมาตรการที่มุ่ง “ช่วยทั้งผู้บริโภคและ SMEs” ผ่านการพยุงกำลังซื้อ เพิ่มโอกาสยอดขายให้ซัพพลายเออร์ในโมเดิร์นเทรด พร้อมทั้งกระตุ้นให้ SMEs ปรับตัวรับการแข่งขันระยะยาว
กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ พร้อมให้ประชาชนได้จับจ่ายสินค้าราคาประหยัด ลดสูงสุดถึง 25-58% โดยนายกรัฐมนตรีได้ Kick Off โครงการอย่างเป็นทางการ เริ่มต้น 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป การผนึกกำลังกับ ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และหน่วยงานท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยบรรเทาภาระผู้บริโภค แต่ยังมุ่งเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และเป็นโอกาสสำหรับ SMEs ทั้งที่อยู่ในและนอกระบบโมเดิร์นเทรดในการปรับตัวและคว้าโอกาสทางธุรกิจ
กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าที่จำเป็น โครงการนี้ได้รับเกียรติจาก นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการ Kick Off อย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลปากท้องของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง โดยสินค้าที่เข้าร่วมโครงการจะถูกปรับลดราคาลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ 25-58% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการผนึกกำลังความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ชั้นนำทั่วประเทศ อาทิ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทิวานนท์, บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาบุรีรัมย์, ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต สาขาโรบินสันบุรีรัมย์ รวมถึงห้างดังอีกหลายแห่งในจังหวัดสำคัญๆ เช่น อุดรธานี ซึ่งช่วยให้โครงการสามารถเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าลดราคาพร้อมจำหน่ายและราคามีความโปร่งใสตามมาตรการที่กำหนด
สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs โครงการ “ไทยช่วยไทย” ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวมของประเทศ และแม้โครงการจะเน้นช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่ก็มีเป้าหมายที่ครอบคลุมไปถึงการ "ช่วยทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ" การที่ประชาชนมีเงินเหลือจากการประหยัดค่าใช้จ่ายในสินค้าจำเป็น อาจนำไปสู่การจับจ่ายในหมวดสินค้าและบริการอื่นๆ ที่เป็นผลิตภัณฑ์จาก SMEs ในช่องทางปกติเพิ่มขึ้นได้ในทางอ้อม
นอกจากนี้ SMEs ที่เป็นผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ให้กับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ ก็มีโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มยอดขายและปริมาณการสั่งซื้อที่สูงขึ้นในช่วงที่มีการลดราคาพิเศษ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นที่ดีต่อการผลิตและการเติบโตของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม SMEs ที่ไม่ได้อยู่ในช่องทางโมเดิร์นเทรดอาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้าที่ลดราคาในห้างใหญ่ จึงควรพิจารณากลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่าง หรือมองหาโอกาสในการร่วมมือกับช่องทางใหม่ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยสรุปแล้ว โครงการ "ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ" ไม่ใช่เพียงแค่มาตรการลดราคาสินค้าชั่วคราว แต่เป็นการแสดงออกถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนรากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงบทบาทและโอกาสของ ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ในการปรับตัวและก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน






