
รู้ก่อนใคร! พิมพ์เขียว "กฎหมาย AI" การปฏิวัติดิจิทัลเปลี่ยนอนาคตของธุรกิจไทย
13 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
กระแสการพัฒนา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังรุดหน้าอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การมีกรอบกฎหมายควบคุมและส่งเสริมนวัตกรรม AI เป็นครั้งแรก โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการวางรากฐานกฎระเบียบระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสังคมจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ได้กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมของประเทศ สร้างโอกาสมหาศาลในการยกระดับประสิทธิภาพทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน ความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ก็ไม่อาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัย การเลือกปฏิบัติ ตลอดจนผลกระทบต่อการจ้างงานและจริยธรรมของสังคม
ย้อนกลับไป ประเทศไทยเคยมีความพยายามในการร่างกฎหมายเกี่ยวกับ AI มาแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่
1.ร่างพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการที่ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายใต้การจ้างของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
2.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภายใต้การจ้างของ ETDA
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาที่เทคโนโลยี Generative AI ยังไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน
ล่าสุด ETDA ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมให้ทบทวนร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI และบริบทปัจจุบัน จึงนำมาสู่การนำเสนอร่างหลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ฉบับใหม่
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย AI
ร่างหลักการฉบับนี้มีสาระสำคัญที่น่าสนใจ โดยมุ่งเน้นการวางกรอบทางกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยง โดยแบ่งเป็น "ปัญญาประดิษฐ์ความเสี่ยงต้องห้าม" ซึ่งจะถูกห้ามนำมาประยุกต์ใช้โดยเด็ดขาด และ "ปัญญาประดิษฐ์ความเสี่ยงสูง" ที่จะต้องอยู่ภายใต้มาตรการกำกับดูแลพิเศษ
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายไม่ได้กำหนดรายการสิ่งที่จะนับเป็นปัญญาประดิษฐ์ความเสี่ยงต้องห้ามหรือความเสี่ยงสูงไว้ตายตัว แต่จะวางกรอบอำนาจให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลในแต่ละภาคส่วนร่วมกันกำหนดกรณีที่มีความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งแนวทางนี้น่าจะช่วยให้เกิดความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ดีกว่า
วางกรอบบริหารจัดการความเสี่ยง
สำหรับปัญญาประดิษฐ์ความเสี่ยงสูง ร่างหลักการได้วางกรอบของ "การบริหารจัดการความเสี่ยง" ที่ชัดเจนเพื่อลดต้นทุนจากความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และกำหนดให้ผู้ให้บริการ AI ความเสี่ยงสูงที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศไทยต้องมีผู้แทนทางกฎหมายในไทย รวมทั้งกำหนดหน้าที่ในการแจ้งเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นจาก AI ของตน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใส
ส่วนหลักการพื้นฐานที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ ได้แก่ การไม่เลือกปฏิบัติต่อการกระทำที่มาจาก AI เพียงเพราะไม่มีการแทรกแซงจากมนุษย์ หลักการที่ถือว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์ และหลักการว่าด้วยข้อยกเว้นเกี่ยวกับการกระทำที่เกิดขึ้นจาก AI โดยไม่สามารถคาดหมายได้อย่างสมเหตุสมผล
มาตรการส่งเสริม เทคโนโลยี AI
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือมาตรการส่งเสริมที่ร่างกฎหมายเสนอ ได้แก่ การกำหนดข้อยกเว้นเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ตามหลักการ Text and Data Mining และการมีสนามทดสอบ (Sandbox) ที่เปิดโอกาสให้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการพัฒนาหรือทดสอบ AI ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้จัดตั้งศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance Clinic) เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายในเชิงปฏิบัติการและเทคนิค
ร่างหลักการดังกล่าวยังมีประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการขอรับฟังความเห็นเพิ่มเติม เช่น การรับรองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจาก AI ความเสี่ยงสูง การกำกับดูแลเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น การกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมสำหรับโมเดล Generative AI และการกำหนดความผิดอาญาสำหรับการสร้างเนื้อหาที่เป็นสื่อลามกหรือสร้างความเท็จในการเลือกตั้ง
การพัฒนากรอบกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของไทยในครั้งนี้ สะท้อนความตื่นตัวและความพยายามของภาครัฐในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสังคม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักการกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทุกภาคส่วนที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแล AI ของประเทศ เพื่อให้ได้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อไป
