
สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทยชิงตลาดโลก หลังอุปสงค์โตต่อเนื่อง ดันไทยสู่ฮับแปรรูปกาแฟอาเซียน
18 กุมภาพันธ์ 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ในยุคที่ “กาแฟ” ไม่ได้อยู่แค่ในแก้ว แต่ฝังอยู่ในวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของผู้คนทั่วโลก ไทยกำลังยกระดับจากผู้ผลิตเมล็ด สู่การเป็นศูนย์กลางการแปรรูปและการค้ากาแฟในอาเซียน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดบนตลาดโลกที่หมุนเวียนเมล็ดกาแฟนับล้านตันต่อปี และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยก้าวขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ 🔗ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ากาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก มีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน นอกจากนี้ กาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์และสัญลักษณ์ในการเข้าสังคมของคนบางกลุ่ม
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า ปีการผลิต 2568/2569 โลกมีผลผลิตกาแฟ 174.4 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัม/กระสอบ) (หรือประมาณ 10.5 ล้านตัน) ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ (1) บราซิล (64.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 37% ของผลผลิตกาแฟโลก) ผลิตกาแฟอาราบิก้า อันดับ 1 ของโลก (2) เวียดนาม (29 ล้านกระสอบ สัดส่วน 17%) ผลิตกาแฟโรบัสตา อันดับ 1 ของโลก (3) โคลอมเบีย (13.2 ล้านกระสอบ สัดส่วน 8%) (4) อินโดนีเซีย (10.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) และ (5) เอธิโอเปีย (10.6 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%) สำหรับไทย (0.9 ล้านกระสอบ สัดส่วน 0.5%) มีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 18 ของโลก
นอกจากนี้ USDA ยังรายงานว่า คนทั่วโลกบริโภคกาแฟมากถึง 10.0 ล้านตัน ขยายตัว 1.6% จากปีก่อนหน้า โดยสหภาพยุโรปมีการบริโภคสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ (ไทยบริโภคกาแฟเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และคาดว่าปี 2568/69 จะมีความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้า)
“จากเมล็ดสู่มูลค่าหมื่นล้าน เปิดโผ 5 ชาติจ้าวส่งออก ‘เมล็ด–ผลิตภัณฑ์กาแฟ’ ของโลก
สมาคมกาแฟไทย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN) โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ในตลาดโลก
นายนันทพงษ์ กล่าวเสริมว่า ในภาพรวมการค้าสินค้ากาแฟ เป็นโอกาสของไทยในการปรับกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลัก แต่เป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยมีบทบาทเป็นผู้แปรรูปและส่งออกกาแฟคั่วรวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟ จึงเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและการค้ากาแฟของไทยเติบโตและแข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
(1) การลดต้นทุนวัตถุดิบนำ เข้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย
(2) รักษาสมดุลตลาดให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ และคุ้มครองราคากาแฟของเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกกดดันจากกาแฟนำเข้า
(3) ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูป เน้นกาแฟคุณภาพ และสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่ทันสมัย (การคั่ว การบด การบรรจุ และการผลิตกาแฟสำเร็จรูป) รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการแปรรูปและกระจายกาแฟในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ และ
(4) ส่งเสริมการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การผลิตกาแฟแบบลดคาร์บอน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดที่ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การรับรองการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นต้น

