
ชายที่โลกไม่รู้จัก: อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของซาร่าผู้กลายเป็นมหาเศรษฐีอสังหาฯ ใหญ่ที่สุดในโลก
17 เมษายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
สร้างเกมใหม่ด้วย Fast Fashion + คุมทั้งห่วงโซ่ (Vertical Integration)
อามันซิโอ ออร์เตกา ปฏิวัติวงการผ่าน Zara ด้วยโมเดลผลิตเร็ว ขายเร็ว และควบคุมตั้งแต่ดีไซน์ถึงหน้าร้าน -
ต่อยอดความมั่งคั่งสู่ “อสังหาฯ ระดับโลก” อย่างมีวินัย
ผ่าน Pontegadea Investments ลงทุนสินทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก เน้นกระแสเงินสดระยะยาว หนี้ต่ำ และใช้เงินปันผลจาก Inditexเป็นเครื่องยนต์ -
บทเรียนธุรกิจ: เห็นช่องว่าง + ลงทุนซ้ำ + คิดระยะยาว
ความสำเร็จมาจากการมองตลาดที่คนอื่นไม่เห็น คุมเกมเอง และนำกำไรไปสร้างสินทรัพย์ที่เติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่รายได้ระยะสั้น
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยนักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อของ อามันซิโอ ออร์เตกา กาโอนา อาจไม่เป็นที่รู้จักในแวดวงสาธารณะมากนัก ทั้งที่เขาคือชายผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์เสื้อผ้าที่ผู้หญิงทั่วโลกคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่าง "ซาร่า" และล่าสุดเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการขึ้นแท่นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพอร์ตโฟลิโอมูลค่ากว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือเรื่องราวของชายวัย 90 ปีที่เริ่มต้นชีวิตด้วยสองมือเปล่า ไม่มีวุฒิการศึกษา ไม่มีทุนทรัพย์ แต่มีสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ นั่นคือ "สายตาทางธุรกิจ" และ "ความอดทนอย่างยาวนาน"
จุดเริ่มต้นจากร้านเสื้อในเมืองท่าริมมหาสมุทรแอตแลนติก
ออร์เตกาเกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1936 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ บุสดองโก เด อาร์บาส ทางตอนเหนือของสเปน บิดาเป็นพนักงานรถไฟ มารดาเป็นแม่บ้าน ครอบครัวอยู่ในสภาวะฝืดเคือง จนเขาต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุเพียง 13 ปี ในช่วงวัยรุ่น เขาเริ่มงานแรกในฐานะเด็กส่งของให้ร้านเสื้อเชิ้ตผู้ชายและผู้ช่วยร้านตัดเสื้อในเมืองลาโกรูญา ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาซึมซับความรู้ทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิตและกลไกการส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า จากนั้นเขาขยับขึ้นมาบริหารร้านเสื้อผ้าที่รองรับลูกค้าระดับมั่งคั่ง สิ่งที่ออร์เตกาได้จากยุคนั้นไม่ใช่เงินทอง แต่คือ "ข้อสังเกต" ที่สำคัญ เขาพบว่าสินค้าดีมีราคาแพง ทำให้คนกลุ่มใหญ่เข้าไม่ถึง ในขณะที่สินค้าราคาถูกก็ขาดรูปแบบและคุณภาพ นั่นคือช่องว่างที่ยังไม่มีใครเติมเต็ม
ก้าวแรก: โรงงานเย็บเสื้อกันหนาวในห้องนอน
ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 หลังออมเงินได้พอประมาณ ออร์เตกาได้ก่อตั้งบริษัทแรกในชีวิตชื่อ "คอนเฟกซิโอเนส โกอา" (Confecciones Goa) ซึ่งผลิตเสื้อคลุมอาบน้ำและเสื้อผ้าราคาไม่แพง โดยเริ่มต้นจากห้องทำงานเล็กๆ ก่อนจะขยายตัวขึ้นด้วยการจ้างผู้หญิงในท้องถิ่นมาร่วมเย็บผ้าในรูปแบบสหกรณ์การผลิต แนวคิดเรื่องสหกรณ์การผลิตในยุคนั้นถือว่าล้ำหน้ามาก เพราะมันไม่เพียงแต่ลดต้นทุนแรงงาน แต่ยังสร้างความยืดหยุ่นในการรับออเดอร์และตอบสนองต่อความต้องการตลาดได้เร็วกว่าโรงงานขนาดใหญ่
ปี 1975: เปิดร้านซาร่าสาขาแรก ปฏิวัติวงการแฟชั่น
ในปี ค.ศ. 1975 ออร์เตกาและภรรยาคนแรก โรซาเลีย เมรา ได้เปิดร้านซาร่าสาขาแรกในเมืองลาโกรูญา โดยนำเสนอแนวคิดที่แตกต่างจากโมเดลค้าปลีกแฟชั่นในยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการนำเทรนด์แฟชั่นมาผลิตและวางขายในราคาที่จับต้องได้ ด้วยรอบเวลาสั้นมาก แทนที่จะรอคอลเล็กชันฤดูกาล แนวคิดนี้ถือเป็นการปฏิวัติ เพราะในขณะที่แบรนด์อื่นใช้เวลานับเดือนกว่าจะออกคอลเล็กชันใหม่ ซาร่าสามารถนำดีไซน์จากรันเวย์แฟชั่นชั้นสูงมาดัดแปลงและวางขายในร้านได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และยังส่งสินค้าใหม่เข้าร้านทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่สองหรือสี่ครั้งต่อปีอย่างที่เคยเป็นมา
DNA ของซาร่า: Fast Fashion และ Vertical Integration
สิ่งที่ทำให้ซาร่าโดดเด่นเหนือคู่แข่งทุกรายในยุคนั้นคือโมเดลธุรกิจที่ออร์เตกาสร้างขึ้นเองซึ่งนักวิชาการด้านธุรกิจเรียกว่า "Vertical Integration" หรือการควบคุมห่วงโซ่อุปทานในทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต ไปจนถึงขายปลีก ในยุคที่บริษัทแฟชั่นส่วนใหญ่แห่กันย้ายฐานการผลิตไปยังจีนและประเทศต้นทุนต่ำ ออร์เตกาเลือกเก็บการผลิตไว้ในสเปนและประเทศใกล้เคียง แม้จะแบกรับต้นทุนแรงงานสูงกว่าคู่แข่งถึง 15% แต่เขาชดเชยด้วยการแทบไม่ใช้งบโฆษณา ปรับตัวตามเทรนด์ได้เร็ว และลดต้นทุนโลจิสติกส์จากการที่ฐานผลิตอยู่ใกล้ตลาด กลยุทธ์นี้ยังมีผลพลอยได้ที่น่าสนใจ เพราะทำให้อินดิเท็กซ์แทบไม่เคยถูกโจมตีจากองค์กรสิทธิมนุษยชนในเรื่องการใช้แรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยทั่วไป
1985: ก่อตั้งอินดิเท็กซ์ จากร้านเดียวสู่อาณาจักรแฟชั่น
ในปี ค.ศ. 1985 ออร์เตกาก่อตั้ง อินดิเท็กซ์ (Industria de Diseño Textil Sociedad Anónima) ขึ้นเป็นบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อรองรับการขยายตัวของซาร่าและการพัฒนาแบรนด์ใหม่ในอนาคต การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้เขาสามารถบริหารการดำเนินงานที่ขยายตัวรวดเร็วได้อย่างมีระบบ และวางรากฐานสำหรับการเติบโตระยะยาว ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ซาร่าขยายสาขาไปทั่วสเปน และในปี ค.ศ. 1988 อินดิเท็กซ์ก็เปิดร้านแรกในโปรตุเกส ตามด้วยนิวยอร์กและปารีสในเวลาไม่นาน กลุ่มบริษัทเริ่มขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ด้วยการเพิ่ม Pull & Bear ในปี ค.ศ. 1991 และภายในปี ค.ศ. 2000 ก็มีแบรนด์ในเครือมากกว่า 5 แบรนด์กระจายอยู่ใน 30 ตลาดทั่วโลก ปัจจุบัน อินดิเท็กซ์ประกอบด้วยแบรนด์หลักได้แก่ Zara, Zara Home, Pull & Bear, Massimo Dutti, Bershka, Stradivarius, Oysho และ Tempe รวมร้านค้าทั่วโลกกว่า 7,500 สาขาใน 96 ประเทศ
2001: IPO ที่สะเทือนตลาดหุ้น และชายที่กินข้าวกลางวันที่โรงอาหารพนักงาน
วันที่อินดิเท็กซ์เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี ค.ศ. 2001 ออร์เตกาไม่ได้ฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เขาไปทำงานตามปกติ ดูข่าวทีวีสิบห้านาทีเพื่อรับรู้ว่าทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นมาหกพันล้านดอลลาร์ จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันที่โรงอาหารพนักงานตามเดิม พฤติกรรมนี้สะท้อนบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ของออร์เตกาได้อย่างชัดเจน เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำที่ปฏิเสธห้องทำงาน มุมนิยมนั่งทำงานร่วมกับพนักงาน และแทบไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แม้จะเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลก
จาก Fast Fashion สู่ Real Estate: กำเนิด "ปอนเตกาเดอา"
หลังเกษียณจากตำแหน่งประธานอินดิเท็กซ์ในปี ค.ศ. 2011 (แต่ยังคงถือหุ้นในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด 59%) ออร์เตกาหันมาเร่งเครื่องการลงทุนผ่านบริษัทส่วนตัว ปอนเตกาเดอา อินเวสเม้นท์ส (Pontegadea Investments) อย่างเต็มกำลัง กลยุทธ์การลงทุนของออร์เตกาผ่านปอนเตกาเดอามีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่นคือแนวทางอนุรักษ์นิยมระยะยาว บริษัทมักเข้าซื้อ "trophy assets" หรือสินทรัพย์ชั้นยอดในทำเลทองของเมืองใหญ่ด้วยเงินสด หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ และมุ่งเน้นรายได้ค่าเช่าที่มั่นคงระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไร บัญชีปี ค.ศ. 2024 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีหนี้สินเพียง 390 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งถือว่าต่ำผิดปกติมากในวงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนการขยายตัวนี้คือเงินปันผลจากอินดิเท็กซ์ ซึ่งออร์เตกาได้รับในฐานะผู้ถือหุ้น 60% ราวปีละ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำมาหมุนเวียนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง
พอร์ตโฟลิโออสังหาฯ ที่ไม่ธรรมดา: เจ้าบ้านของ Amazon, Apple และ Meta
สินทรัพย์หลักในพอร์ตโฟลิโอ ได้แก่ ตึก Torre Picasso ในมาดริด, Devonshire House ในลอนดอน, Troy Block ในซีแอตเทิล และ Royal Bank Plaza ในโตรอนโต โดยสินทรัพย์จำนวนมากให้เช่าแก่บริษัทชั้นนำระดับโลกเช่น Apple, Meta, Nike และ Spotify ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากห้องว่าง ในสหรัฐอเมริกา ปอนเตกาเดอาได้เข้าซื้อส่วนหนึ่งของสำนักงานใหญ่ Amazon ในซีแอตเทิลมูลค่ากว่า 740 ล้านดอลลาร์ ทำให้ออร์เตกากลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดของ Amazon ในปี ค.ศ. 2025 เพียงปีเดียว ออร์เตกาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ใน 10 เมืองทั่ว 8 ประเทศ รวมถึงการเข้าซื้ออาคาร Canada Post ในแวนคูเวอร์มูลค่า 850 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดีลอสังหาริมทรัพย์สำนักงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แคนาดา
มิติที่หลายคนมองข้าม: ประสิทธิภาพทางภาษีที่แฝงอยู่ในทุกดีล
นอกจากผลตอบแทนจากการลงทุน ประสิทธิภาพด้านภาษียังมีบทบาทสำคัญในการขยายอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ของออร์เตกา ระบบภาษีความมั่งคั่งของสเปนที่เรียกเก็บสูงถึง 3.5% ต่อปีสร้างแรงจูงใจให้มหาเศรษฐีนำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ทางธุรกิจ แทนที่จะถือเงินสดอยู่เฉยๆ นักวิเคราะห์ประเมินว่าโครงสร้างการถือครองผ่านปอนเตกาเดอาช่วยให้ออร์เตกาประหยัดภาษีได้ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา
ตัวตนและปรัชญาธุรกิจ: รวยที่สุดในโลก แต่ไม่มีใครจำหน้าได้
ออร์เตกาเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของมหาเศรษฐีที่สร้างตัวจากศูนย์แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เขาไม่มีเรือยอชต์ส่วนตัว ไม่มีเครื่องบินหรู และปฏิเสธทุกคำขอสัมภาษณ์จากสื่อมาตลอดชีวิต มีรายงานว่าเขาเคยกล่าวไว้เพียงว่า "ในท้องถนน ผมอยากให้ครอบครัว เพื่อน และคนที่ทำงานกับผมเท่านั้นที่รู้จักผม" ปัจจุบัน บุตรสาวของเขา มาร์ตา ออร์เตกา เปเรซ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่บริหาร (Non-Executive Chairwoman) ของอินดิเท็กซ์ ขณะที่ตัวออร์เตกายังคงเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัท
บทเรียนจากออร์เตกา สำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่
เส้นทางของออร์เตกาสอนบทเรียนอย่างน้อยสี่ข้อที่ข้ามพ้นกาลเวลา
- หนึ่ง คือการสังเกตช่องว่างในตลาดที่คนอื่นมองข้าม
- สอง คือการรักษาการควบคุมห่วงโซ่คุณค่าไว้ในมือแทนที่จะส่งออกไปให้คนอื่นทำ
- สาม คือการนำกำไรกลับมาลงทุนซ้ำในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้แบบ Passive อย่างสม่ำเสมอ
- สี่ คือการมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงหนี้ในยามที่ทุกคนรอบข้างกู้ยืม
จากเด็กส่งของที่เรียนไม่จบมัธยมในเมืองท่าของสเปน สู่การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ออร์เตกาพิสูจน์ว่าทุนที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่เงิน แต่คือการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น และมีความอดทนพอที่จะรอให้มันกลายเป็นความจริง
