
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการเฉพาะจุดหนุน SMEs เข้าถึงสินเชื่อและบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน
11 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ธปท.ออกมาตรการเฉพาะจุด “SMEs Credit Boost” และ “Secure Plus” เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ง่ายขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน.
-
ขอความร่วมมือสถาบันการเงินเร่ง “เติมเงินใหม่” และผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระหนี้ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูง.
-
มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้ SMEs ฝ่าวิกฤติสภาพคล่องในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง วางฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการเฉพาะจุด "SMEs Credit Boost" และ "Secure Plus" หนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (SMEs) เข้าถึงสินเชื่อใหม่ง่ายขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่งกระทบสภาพคล่องธุรกิจ SMEs อย่างหนัก โดยขอความร่วมมือสถาบันการเงินเร่งเติมเงินใหม่และผ่อนปรนการชำระหนี้ เพื่อบรรเทาภาระและเสริมศักยภาพ SMEs ให้ก้าวผ่านช่วงเวลาท้าทายนี้ได้
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ล่าสุด ธปท. ได้ออกหนังสือเวียนขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ให้เร่งสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการ พร้อมช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
มาตรการสำคัญที่ ธปท. เตรียมใช้คือโครงการ "SMEs Credit Boost" และ "Secure Plus" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงด้านเครดิตให้กับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทำให้ SMEs มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสภาพคล่องและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในสภาวะที่ท้าทาย
สำหรับ SMEs ทั่วไป มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยตอบสนองความต้องการเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้น การเข้าถึงสินเชื่อใหม่ที่สะดวกขึ้นนี้จะช่วยให้ SMEs สามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนเพื่อการเติบโตหรือปรับตัวได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้เน้นย้ำให้สถาบันการเงินพิจารณาแนวทางช่วยเหลือลูกหนี้ในมิติอื่น ๆ ด้วย ทั้งการ "เติมเงินใหม่" เข้าไปในระบบเพื่อเสริมกำลังการผลิตและการลงทุน รวมถึงการ "ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม" เพื่อลดภาระและเปิดโอกาสให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบสามารถฟื้นตัวและปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ SMEs มีเวลาและพื้นที่ในการจัดการกับความท้าทายทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น
การเคลื่อนไหวของ ธปท. ครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเข้าใจในบทบาทของ SMEs ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริหารจัดการหนี้อย่างยืดหยุ่น จะไม่เพียงแต่ช่วยให้ SMEs อยู่รอดได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว และมีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติในภาพรวมอีกด้วย





