จีนกับบทบาทผู้นำรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนระหว่างประเทศ

จีนกับบทบาทผู้นำรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความผันผวนระหว่างประเทศ

สำนักข่าวซินหัว

จาการ์ตา, 24 ธ.ค. (ซินหัว) — คริสตีน ซูซานนา ชิน (Christine Susanna Tjhin) จากสถาบันเกนตาลา (Gentala Institute) ของอินโดนีเซีย ระบุว่า จีนยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าร้อยละ 30 ในระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2021-2025) ของจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของจีนในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคง ท่ามกลางอุปสรรคจากการฟื้นตัวหลังการแพร่ระบาด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการภาษีฝ่ายเดียวจากสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

เป็นที่คาดการณ์ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะส่งผลให้จีนยังคงสถานะเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก โดยนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา นโยบายเศรษฐกิจ “วงจรคู่ขนาน” (Dual Circulation) ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและแรงต้านทานจากภายใน ผ่านการมุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศและการพัฒนานวัตกรรม ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาการเปิดกว้างที่มีคุณภาพสูง และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ความร่วมมือทวิภาคีระหว่างอินโดนีเซียและจีน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างผลประโยชน์เพื่อการพัฒนาในระดับโลก โดยนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โครงการโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนในหลากหลายรูปแบบได้ช่วยกระตุ้นสถิติการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเสริมสร้างสถานะของอินโดนีเซียในการเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ในด้านการเปิดกว้างระดับสูง ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน (FTP) กลายเป็นเวทีสำคัญในการมีส่วนร่วมระหว่างประเทศ โดยผู้ประกอบการธุรกิจในอาเซียน (ASEAN) ได้รับผลประโยชน์จากโครงการริเริ่มนี้ ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพของศุลกากร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ตลอดจนความคล่องตัวที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการท่องเที่ยว

ท่ามกลางลัทธิกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก จีนได้ทำหน้าที่เป็นแรงถ่วงดุลด้วยการส่งเสริมโลกาภิวัฒน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่แบ่งแยก โดยมีความร่วมมือระดับภูมิภาคที่สำคัญหลายรายการ อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) เวอร์ชัน 3.0 และความร่วมมือเฉพาะทางในด้านพลังงานสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล

ปัจจุบัน จีนอยู่ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการเป็น “โรงงานของโลก” สู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมมูลค่าสูงที่เปี่ยมด้วยพลวัต แม้จีนจะยังคงรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ได้เร่งยกระดับอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างก้าวกระโดด อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud Computing), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงเทคโนโลยีโทรคมนาคม

จีนมีเป้าหมายที่จะเร่งผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Generation Industries) อาทิ ระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ การมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีระดับสากล ทั้งในด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังส่งผลให้จีนสามารถส่งเสริมการบูรณาการด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชียให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำเนียบขาวเปิดแผน"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เขย่าเศรษฐกิจโลก

ทำเนียบขาวเปิดแผน"ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ทรัมป์ ขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เขย่าเศรษฐกิจโลก

3 เมษายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เจาะลึกคำสั่งลับของทรัมป์ที่จะปฏิวัติการค้าโลก มาตรการภาษีตอบโต้ 10-50% เริ่ม 5 เม.ย.นี้ ไทยและอาเซียนติดโผอัตราสูงสุด เบื้องหลังสงครามการค้าครั้งใหม่ที่จะเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานโลกไปตลอดกาล และทำไมทรัมป์ถึงมั่นใจว่า 'ภาษีได้ผล'

ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

ราคาเกษตรหดตัว พลังงานลง ฉุดดัชนีราคาผู้ผลิต ธ.ค.68 ลด 1.8%

7 มกราคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ดัชนีราคาผู้ผลิต เดือน ธ.ค.68 ลดลง 1.8% จากการหดตัวของราคาสินค้าเกษตร ที่มีการแข่งขันสูงในตลาดโลก ราคาปิโตรเลียมลดลงจากอุปทานส่วนเกิน ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อราคาที่ผลิตเพื่อส่งออก และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ความต้องการลด คาดดัชนีปี 69 มีแนวโน้มลดลงและทรงตัว

จับตาความเสี่ยงส่งออกสินค้าไทย พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงขึ้น

จับตาความเสี่ยงส่งออกสินค้าไทย พึ่งพาตลาดสหรัฐสูงขึ้น

5 มีนาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ความเสี่ยงของการส่งออกสินค้าของไทยไปตลาดสหรัฐไม่ได้มีเพียงความเสี่ยงจากการที่ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับที่ 11 ในปี 2567 แต่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดสหรัฐอเมริกาที่นำโด่งเมื่อเทียบกับตลาดอื่น กำลังเป็นคำถามถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกามากเกินไป