"ศาสตร์และศิลป์" ปรัชญาเศรษฐกิจของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  ผู้ยึดหลัก "ไม่มีอาหารกลางวันฟรี"

"ศาสตร์และศิลป์" ปรัชญาเศรษฐกิจของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ยึดหลัก "ไม่มีอาหารกลางวันฟรี"

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็นสำคัญ

  • วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ: แนวคิดหลักคือการบริหารเศรษฐกิจเป็น "ศาสตร์และศิลป์" ที่ต้องสร้าง สมดุล ระหว่างเป้าหมายต่าง ๆ และมองนโยบายเศรษฐกิจเป็น "แผนที่การเดินทาง" ของ "เครื่องบินเศรษฐกิจไทย"

  • สี่เป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจ: เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายหลัก 4 ด้าน: 1) การเติบโตที่มีคุณภาพ: ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP แต่ต้องเติบโตอย่างสมดุลและมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม 2) การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม: มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้คนจน 3) เสถียรภาพเศรษฐกิจ: ทั้งภายใน (ราคา, การจ้างงาน) และภายนอกประเทศ (ทุนสำรองระหว่างประเทศ 4) การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ: โดยให้ความสำคัญกับการดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 🌳

  • กลยุทธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจ: เชื่อว่า "ปืนที่น่าจะควักมาใช้มากที่สุด" คือ การใช้จ่ายเงินตรงไปที่ผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากจะสร้าง Multiplier Effect (ตัวทวีคูณ) สูงสุด เพราะคนกลุ่มนี้มักนำเงินไปใช้จ่ายต่อทันที

  • หลักการบริหารการคลัง: ยึดมั่นในหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ว่า "ไม่มีอาหารกลางวันฟรีๆ" (There is no free lunch) หมายความว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดีต้องคำนึงถึง ต้นทุน เสมอ ทั้งต้นทุนโดยตรง (ภาษี) และต้นทุนค่าเสียโอกาส

  • ผลงานและความเชี่ยวชาญ: มีผลงานโดดเด่นในการ ปฏิรูประบบดิจิทัล ในกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต, การขับเคลื่อนแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) และนโยบาย ภาษีคาร์บอน, การนำ PPP Fast Track มาใช้ลดระยะเวลาอนุมัติโครงการ, และการริเริ่มจัดตั้ง กองทุน Thailand Future Fund


นักเศรษฐศาสตร์ครบเครื่องสู่เก้าอี้รัฐมนตรีการคลัง

การเปิดตัว ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ 🔗 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในคณะรัฐมนตรี "อนุทิน 1" ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นการแต่งตั้งที่น่าจับตามอง เนื่องจากดร.เอกนิติเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และระดับนานาชาติ พร้อมด้วยแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเป็นระบบ

ดร.เอกนิติ มีพื้นเพมาจากตระกูลที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นทายาทคนโตของศ.ดร.อิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตปลัดหญิงสองกระทรวง

การแต่งตั้งครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบหน้าที่ให้กับผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แต่ยังเป็นการสานต่อประเพณีของการรับใช้ชาติบ้านเมืองอีกด้วย
 

วิสัยทัศน์เศรษฐกิจ: ศาสตร์และศิลป์แห่งการออกแบบนโยบาย

ดร.เอกนิติมีแนวคิดที่เห็นว่า "การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์" ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายต่างๆ โดยไม่ทำให้นโยบายหนึ่งเป็นสาเหตุในการสร้างปัญหาอื่นๆ แนวคิดนี้สะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความซับซ้อนของการบริหารเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายมิติ

ในหนังสือ "โดมิโน เอฟเฟคต์: ทางรอดเศรษฐกิจไทยบนเส้นด้ายวิกฤติโลก" ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2552 ดร.เอกนิติได้วางกรอบความคิดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจที่พึงปรารถนาไว้อย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นเหมือน "แผนที่การเดินทาง" ของ "เครื่องบินเศรษฐกิจไทย" หากวางแผนได้ดี เศรษฐกิจไทยจะสามารถบินเหินฟ้าได้อย่างรุ่งเรือง แต่หากวางแผนผิด อาจนำพาเศรษฐกิจไทยเข้าไปตกหลุมอากาศและโหม่งโลกได้
 

สี่เป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจ

1. การเติบโตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP

ดร.เอกนิติมองว่าการมุ่งสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ไม่ควรมุ่งแค่ให้ GDP เติบโตอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุลและมีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมด้วย

เขาชี้ให้เห็นว่าตัวเลข GDP เป็นเพียง "ตัวชี้วัด" อย่างหนึ่งที่บอกการผลิตของประเทศ และเป็นแค่ "ตัวแปรหนึ่ง" ที่วัดจากการผลิตเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการผลิตทุกชนิดในประเทศขยายตัวดีเหมือนกันหมด อาจมาจากการผลิตเพียงไม่กี่ประเภทที่เป็นตัวผลักให้ตัวเลขเฉลี่ยของ GDP ทั้งประเทศอยู่ในระดับสูง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่วงปี 2550-2551 ที่ GDP ไทยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 4-5% ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวที่สูงของภาคการผลิตเพื่อส่งออก โดยเฉพาะของบริษัทข้ามชาติ ในขณะที่การผลิตของธุรกิจไทยๆ ขนาดกลางและขนาดเล็กขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงนัก

2. การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

เป้าหมายที่สองคือการเสริมสร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ให้มีการแบ่งปันรายได้กันอย่างเป็นธรรมภายในสังคม และเสริมสร้างให้คนจนได้รับโอกาสในการดำรงชีวิตเท่าเทียมกับคนรวย

ดร.เอกนิติได้นำเสนอข้อมูลที่น่าวิตกเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศไทยปี 2550 ที่กลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรกมีสัดส่วนรายได้ถึงประมาณ 55% ของรายได้คนทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มคนจนที่สุด 20% สุดท้ายมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 5% ของรายได้ทั้งประเทศ

นอกจากนั้น ยังมีคนไทยที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่ามาตรฐานเส้นความยากจน 1,444 บาทต่อคนต่อเดือนถึง 6 ล้านคน หรือประมาณ 9% ของประชากรไทยทั้งประเทศ

มีคนไทยถึง 6 ล้านคน หรือประมาณ 9% ของประชากรทั้งหมด ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนที่ 1,444 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเป็นข้อมูล ณ ปี 2550 ที่ ดร.เอกนิติ นำเสนอเพื่อสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในประเทศไทย

3. เสถียรภาพเศรษฐกิจ

เป้าหมายที่สามคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ให้ผันผวนมากเกินไป เพราะเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนได้ง่ายและอยากลงทุนมากขึ้น ส่วนประชาชนก็ไม่เดือดร้อนต้องคอยปรับการบริโภคตามรายได้ที่จะขึ้นๆ ลงๆ ตามภาวะเศรษฐกิจ

ดร.เอกนิติแบ่งเสถียรภาพเศรษฐกิจออกเป็น 2 ประเภท คือ เสถียรภาพภายในประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลไม่ให้ราคาสินค้าผันผวนมากเกินไปและการจ้างงาน และเสถียรภาพภายนอกประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุนสำรองระหว่างประเทศ

สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย ณ สิ้นปี 2551 มีอยู่กว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นยังมีมากกว่า 4 เท่า และสามารถใช้ทุนสำรองฯ มานำเข้าสินค้าได้ถึงประมาณ 7 เดือน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกค่อนข้างมาก

4. การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายสุดท้ายคือการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.เอกนิติเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีและมั่นคงจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี การปล่อยให้เศรษฐกิจขยายตัวโดยไม่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา ดุลยภาพทางธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของคนในสังคม
 

กลยุทธ์การคลัง-การเงินสอดประสาน

ความแตกต่างของเครื่องมือนโยบาย

ดร.เอกนิติมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความแตกต่างของนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน โดยเขาอธิบายว่าเครื่องมือทางการคลังไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีหรือการใช้จ่าย สามารถส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและธุรกิจได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลางใดๆ

ในขณะที่นโยบายการเงินจะต้องกระทำผ่านตัวกลางของสถาบันการเงินในการส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับกลไกการส่งผ่านจากนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยไปยังธนาคารพาณิชย์ และจากธนาคารพาณิชย์ไปยังลูกค้า

ยุทธศาสตร์การกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัว ดร.เอกนิติเสนอว่า "ปืนที่น่าจะควักมาใช้มากที่สุด คือ ปืนด้านรายจ่ายเงินตรงไปที่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมักจะนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายต่อ เพราะเป็นปืนที่มีพลังในการกระจายสูง"

เขาเชื่อในแนวคิด Multiplier Effect ที่ว่าเมื่อคนจนได้รับเงินแล้ว มักจะไม่เก็บไว้เฉยๆ แต่จะนำเงินไปซื้อของกินของใช้เพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดต่อไป ซึ่งจะต่างกับคนรวยที่หากได้รับเงินจากรัฐบาล อาจจะเก็บออมไว้เฉยๆ ทำให้เม็ดเงินหมุนได้น้อยรอบ

บทบาทของนโยบายการเงิน

แม้ว่านโยบายการเงินจะมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยกว่านโยบายการคลังในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัว แต่ดร.เอกนิติก็ไม่ได้มองข้ามความสำคัญของนโยบายการเงิน เพราะการเพิ่มปริมาณเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยจะสามารถช่วยให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายขาดดุลโดยที่ไม่ต้องมาแย่งเงินกับภาคเอกชน

หลักการ "ไม่มีอาหารกลางวันฟรีๆ"

สิ่งที่โดดเด่นในแนวคิดของดร.เอกนิติคือการยึดมั่นในหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ว่า "ไม่มีอาหารกลางวันฟรีๆ" หรือ "There is no free lunch" เขาเน้นย้ำว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดีและพึงปรารถนาต้องคำนึงถึงต้นทุนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจด้วยอยู่เสมอ

ตัวอย่างที่เขายกคือ หากรัฐบาลมีนโยบายแจกเงินให้คนทั่วไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่คงจะชอบ แต่หากคิดให้ดีว่าไม่มีสิ่งใดฟรีในโลกนี้ ใครล่ะที่เป็นคนจ่ายเงินก้อนนี้ ซึ่งก็คงไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นพวกเราอยู่ดีที่จะต้องเสียภาษีให้รัฐบาลมากขึ้นในอนาคต

นอกจากต้นทุนโดยตรงจากภาษีแล้ว ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่จับต้องไม่ได้อีกก้อนหนึ่ง กล่าวคือ หากเราไม่เอาเงินไปจ่ายให้ทุกคน เราจะสามารถเอาเงินดังกล่าวไปก่อให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้หรือไม่ เช่น ไปสร้างโรงพยาบาลให้คนยากจน หรือสร้างโรงเรียนให้เด็กด้อยโอกาส
 

ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ

เส้นทางอาชีพที่หลากหลาย

ดร.เอกนิติ มีประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์หลักทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นข้าราชการด้วยการสอบเข้ากรมสรรพากรเป็นนักวิชาการสรรพากรเขตปทุมวัน

หลังจากจบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเงินระหว่างประเทศที่ Claremont Graduate University สหรัฐอเมริกา เขาได้เข้ามาทำงานที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับ "วิกฤติต้มยำกุ้ง" ทำให้เขาได้รับประสบการณ์จริงจากการร่วมทำมาตรการกู้วิกฤติพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

ความก้าวหน้าในสายงาน

ดร.เอกนิติถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งกระทรวงการคลัง เพราะสามารถก้าวจากตำแหน่งเศรษฐกร ระดับ ซี 3 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค หรือระดับ ซี 9 ด้วยอายุแค่เพียง 30 กว่าๆ เท่านั้น

ด้วยผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์จากงานหลักที่ทำคือการวิเคราะห์เศรษฐกิจและการพยากรณ์เศรษฐกิจที่แม่นยำ ประกอบกับความที่เป็นคนอัธยาศัยดีและสามารถสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจยากๆ ให้เข้าใจง่าย ทำให้ได้รับโอกาสจากกระทรวงการคลังให้รับหน้าที่เป็นโฆษกของกระทรวงการคลังด้วย

ประสบการณ์ระดับนานาชาติ

สิ่งที่ทำให้ดร.เอกนิติโดดเด่นคือประสบการณ์ในการทำงานระดับนานาชาติจากการที่ได้รับเลือกให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เปิดโลกทัศน์และเพิ่มความเข้าใจในเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ พร้อมทั้งเป็นประธานกรรมการธนาคารทหารไทยธนชาต และกรรมการในองค์กรสำคัญหลายแห่ง รวมถึงการเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) ของ OECD และ UN Development Program
 

ผลงานและนวัตกรรม

การปฏิรูประบบดิจิทัล

ดร.เอกนิติได้นำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตในการบริการประชาชน จนได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาลประจำปี 2566 และรางวัลระดับนานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนียในปี 2565

การขับเคลื่อนความยั่งยืน

เขายกระดับกรมสรรพสามิตเป็นกรม ESG และผลักดันนโยบายภาษีคาร์บอนเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนธนาคาร TTB สู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนที่ให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

นวัตกรรมการลงทุน

ดร.เอกนิติเ ป็นผู้นำแนวคิด PPP Fast Track มาใช้ขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ช่วยลดเวลาอนุมัติโครงการจาก 2 ปี เหลือเพียง 9 เดือน และเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ


การแต่งตั้งดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง น่าจะเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเขามีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจที่สมดุล คำนึงถึงทั้งการเติบโต การกระจายรายได้ เสถียรภาพ และความยั่งยืน

แนวคิดของเขาที่เน้นการใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเพื่อสร้าง Multiplier Effect สูงสุด น่าจะเป็นทิศทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในภาคเอกชน ภาครัฐ และระดับนานาชาติ รวมถึงผลงานในการปฏิรูประบบราชการและการขับเคลื่อนนวัตกรรม ทำให้เขามีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

สิ่งที่น่าจับตามองคือการที่เขายึดมั่นในหลักการ "ไม่มีอาหารกลางวันฟรีๆ" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการใช้งบประมาณและการคำนึงถึง

ดร.เอกนิติ ยึดมั่นในหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ว่า "ไม่มีอาหารกลางวันฟรีๆ" (There is no free lunch) หมายความว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดีต้องคำนึงถึง ต้นทุนเสมอ ทั้งต้นทุนโดยตรง (ภาษี) และ ต้นทุนค่าเสียโอกาส