
ยาโยอิ คุซามะ – แบบแผนอันไร้ขอบเขต และการลบเลือนแห่งอัตตา
23 เมษายน 2569
อนันต์ ศรีเกียรติขจร
สรุปประเด็น
-
ชีวิตวัยเด็กและจุดเริ่มต้น
เกิดปี 1929 ที่ญี่ปุ่น ในครอบครัวพ่อค้า แม่ไม่สนับสนุนการเป็นศิลปิน แต่เธอยังคงวาดภาพอย่างมุ่งมั่น เริ่มมีอาการ “ประสาทหลอน” ตั้งแต่เด็ก เห็นลวดลายจุดและภาพซ้ำ ๆ -
อิทธิพลของอาการทางจิตต่อศิลปะ
ภาพหลอนกลายเป็นแรงบันดาลใจหลักของงาน แนวคิดสำคัญคือ “self-obliteration” หรือการลบเลือนตัวตน ลายจุด (polka dots) และลวดลายซ้ำ ๆ เป็นเอกลักษณ์ของเธอ -
การศึกษาและการเริ่มต้นอาชีพ
เรียนศิลปะแบบ Nihonga จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1952 เริ่มเป็นที่รู้จักทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ
ในปี 2023 พวกเราหลายคนอาจได้เห็นผลงานประติมากรรมรูปฟักทองซึ่งนำมาจัดแสดงอยู่ที่บริเวณศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อประชาสัมพันธ์แฟชั่นเครื่องแต่งกายและสินค้าลายจุดของหลุยส์ วิตตอง ผลงานที่ดูเรียบง่ายแต่น่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น ล้วนมีต้นกำเนิดจากศิลปินที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงการศิลปะสมัยใหม่ ยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusuma)
ยาโยอิ คุซามะ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1929 ที่เขตมัตสึโมโตะ จังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น ในครอบครัวพ่อค้า เธอเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสี่คน และแสดงความสนใจในศิลปะตั้งแต่อายุยังน้อย แม่ของเธอไม่สนับสนุนให้คุซามะวาดภาพและผลักดันให้เธอเป็นแม่บ้านแบบดั้งเดิม เธอกล่าวว่า “แม่บอกฉันว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้วาดรูป วันหนึ่งฉันจะต้องแต่งงานกับคนรวยและเป็นแม่บ้าน ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก แม่ก็ริบหมึกและผ้าใบทั้งหมดของฉันไป” แต่คุซามะมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เมื่อแม่ของเธอฉีกภาพวาดของเธอทิ้ง คุซามะก็วาดภาพเพิ่ม เมื่อเธอไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์ศิลปะ เธอก็ใช้สิ่งของที่หาได้รอบ ๆ บ้านมาวาดแทน
คุซามะเริ่มประสบกับอาการประสาทหลอนเมื่อเธออายุได้เจ็ดขวบ เธอบรรยายภาพหลอนที่เธอเห็นในผลงาน ดอกไม้ Flower (D.S.P.S) ว่า “วันหนึ่งฉันกำลังมองดูลวดลายดอกไม้สีแดงบนผ้าปูโต๊ะ และเมื่อฉันเงยหน้าขึ้น ฉันก็เห็นลวดลายเดียวกันนั้นปกคลุมเพดาน หน้าต่าง และผนัง และในที่สุดก็ทั่วทั้งห้อง ร่างกายของฉัน และจักรวาล ฉันรู้สึกราวกับว่าฉันกำลังเริ่มเสื่อมสลาย หมุนวนอยู่ในความไม่มีที่สิ้นสุดของเวลาและความสัมบูรณ์ของปริภูมิ ตัวตนค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียงความว่างเปล่า เมื่อฉันรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในจินตนาการ ฉันก็รู้สึกหวาดกลัว ฉันรู้ว่าฉันต้องวิ่งหนีไป มิฉะนั้นฉันอาจจะถูกมนต์สะกดของดอกไม้สีแดงพรากชีวิตไป ฉันวิ่งขึ้นบันไดอย่างสุดชีวิต ขั้นบันไดด้านล่างเริ่มพังทลายลง และฉันก็ล้มลงบันไดจนข้อเท้าแพลง” คุซามะเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอ ผ่านการตกแต่งผนัง พื้น ผ้าใบ และของใช้ในบ้านด้วยลายจุดโดยอ้างอิงถึงภาพหลอนเหล่านั้น และได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของเธอในเวลาต่อมา
ในปี 1942 คุซามะเริ่มได้เข้าศึกษาวิชาจิตรกรรมแบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า นิฮงงะ (Nihonga) อันเป็นรูปแบบการวาดภาพที่พัฒนาขึ้นในสมัยเมจิในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเน้นการสร้างสรรค์มากกว่าการเลียนแบบธรรมชาติ นิฮงงะเป็นศิลปะเพียงสาขาเดียวที่มีให้เธอได้ศึกษา ขณะนั้นโลกอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และลัทธิชาตินิยมสุดโต่งแพร่กระจายไปทั่วในช่วงสงคราม เมื่อเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากพ่อแม่ของเธอต่อการเป็นศิลปิน เธอจึงต้องพิสูจน์ศักยภาพทางศิลปะของเธอให้พวกเขาเห็นโดยการส่งผลงานนิฮงงะของเธอเข้าร่วมการประกวดทุกปี และในปี 1948 สามปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง พ่อแม่ของเธอก็อนุญาตให้เธอสมัครเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะ คุซามะได้จากบ้านเพื่อเข้าศึกษาในชั้นปีสุดท้ายที่โรงเรียนศิลปะและหัตถกรรมเทศบาลเกียวโต (Kyoto Municipal School of Arts and Crafts)
อัจฉริยภาพของคุซามะแสดงให้เห็นตั้งแต่วัยเยาว์ ในปี 1950 ภาพวาดนิฮงงะชื่อ "แมว 1947" ได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งแรกของจังหวัดนากาโนะ และเธอมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในปี 1952 ณ ศูนย์ชุมชนในเขตมัตสึโมโตะ บ้านเกิดของเธอ นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานกว่า 100 ชิ้น ทั้งภาพสีน้ำ สีโปสเตอร์ และสีน้ำมัน รวมถึงภาพ "การสะสมของศพ (นักโทษที่ถูกล้อมรอบด้วยม่านแห่งการไร้ตัวตน)" “Accumulation of the Corpses (Prisoner Surrounded by the Curtain of Depersonalization)” เธอได้จัดงานแสดงเดี่ยวอีกหลายครั้ง และผลงานของเธอได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการสีน้ำนานาชาติครั้งที่ 18 ที่พิพิธภัณฑ์บรูคลินในนครนิวยอร์ก
ในปี 1955 คุซามะตัดสินใจเขียนจดหมายถึง จอร์เจีย โอ’คีฟ (Georgia O’Keeffe) ศิลปินหญิงชาวอเมริกันผู้บุกเบิกจิตรกรรมสมัยใหม่ โดยที่เธอไม่เคยรู้จักโอ’คีฟเป็นการส่วนตัวมาก่อน “ฉันเพิ่งก้าวแรกในชีวิตอันยาวนานและยากลำบากของการเป็นจิตรกร ....... คุณจะกรุณาชี้ทางให้ฉันได้ไหม” เธอยังได้ส่งภาพวาดสีน้ำจำนวนหนึ่งไปพร้อมกับจดหมายนั้น ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา คุซามะได้รับจดหมายตอบกลับจากโอ’คีฟ และเป็นการเริ่มต้นของการติดต่อสื่อสารที่มิเพียงทำให้ชีวิตของศิลปินสาวชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลง แต่หากทำให้ทิศทางประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล โอ’คีฟได้ช่วยเสนอผลงานของคุซามะให้แก่ห้องแสดงภาพและตัวแทนจำหน่ายงานศิลปะ ซึ่งทำให้คุซามะเริ่มเป็นที่รู้จักในสหรัฐอเมริกา และในปี 1957 คุซามะได้จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา ณ หอศิลป์โซอี ดูซานน์ (Zoë Dusanne Gallery) ในซีแอตเติล ด้วยการสนับสนุนของเคนเนธ คัลลาฮาน (Kenneth Callahan) จิตรกรและนักวาดภาพฝาผนังชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง นิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้เข้ามาแสดงผลงานในสหรัฐอเมริกา ก่อนที่เธอจะเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์กในปีถัดมา
คุซามะเป็นคนบ้างาน เธอหมกมุ่นกับการได้รับการยอมรับและกระหายชื่อเสียงอย่างแท้จริง เธอเคยกล่าวว่า “เมื่อฉันมาถึงนิวยอร์ก ฉันไปที่ยอดตึกเอ็มไพร์สเตท เมื่อเห็นเมืองใหญ่แห่งนี้ ฉันสัญญากับตัวเองว่าสักวันหนึ่งฉันจะพิชิตนิวยอร์ก และสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองในระดับโลกด้วยความดื่มด่ำในศิลปะและพลังสร้างสรรค์มากมายที่อยู่ภายในตัวฉัน ในนิวยอร์ก ฉันอุทิศตนให้กับงานของฉัน” ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ยาโยอิ คุซามะ ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นยังคงสูง และเธอเป็นผู้หญิงในวงการศิลปะที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ขณะเดียวกันเธอก็พยายามทำลายอคติเกี่ยวกับความเจ็บป่วยทางจิต หรือการเห็นภาพหลอน ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องต้องห้ามอย่างมาก ด้วยอัจฉริยภาพของเธอ คุซามะได้สร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในฐานะผู้นำของศิลปะแนวหน้า เธอสร้างสรรค์งานศิลปะในรูปแบบที่หลากกลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง (installation art) ศิลปินการแสดง (performance art) วรรณกรรม ภาพยนตร์ และแฟชั่น งานศิลปะของเธอโดดเด่นด้วยสีสันที่สดใส ลวดลายซ้ำ ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลวดลายตาข่ายที่ไม่สิ้นสุด (infinity net) ที่หมุนวน หรือลายจุด (polka dots) ที่ดูมีชีวิตชีวา ตลอดจนการใช้กระจกเพื่อสร้างลวงของสภาพแวดล้อมที่ไม่มีที่สิ้นสุด เชิญชวนให้ผู้ชมจมลึกเข้าสู่โลกที่ไร้ขอบเขตการประสานเป็นหนึ่งเดียวของตัวตนและสิ่งแวดล้อม จนเกิดการลบเลือนของอัตตา (self-obliteration) ภายใต้พื้นผิวของงานศิลปะที่สดใสและเรียบง่ายนั้นซ่อนแรงบันดาลใจอันซับซ้อน ซึ่งถักทอขึ้นจากทั้งประสบการณ์ส่วนตัวและจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์
คุซามะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายศิลปินสำคัญที่กำลังกำหนดนิยามใหม่ของศิลปะ เธอเป็นเพื่อนสนิทของโจเซฟ คอร์เนลล์ (Joseph Cornell) และโดนัลด์ จัดด์ (Donald Judd) ศิลปินที่มีอิทธิพลต่องานศิลปะสมัยใหม่ ผลงานของเธอได้รับการยกย่องอย่างสูงและมีอิทธิพลต่อศิลปินหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศิลปะป๊อปอาร์ต ศิลปะมินิมัลลิสม์ และศิลปะสตรีนิยม การใช้ลวดลายซ้ำๆ ของเธอส่งผลโดยตรงต่อศิลปินร่วมสมัยอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) และ แคลส์ โอลเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) การสร้างสภาพแวดล้อมที่ชวนดื่มด่ำและรูปแบบที่ล้ำสมัยของเธอยังปูทางให้กับศิลปินการแสดงอย่าง โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono)
ยาโยอิ คุซามะ ยังคงมีอาการประสาทหลอน เธอเห็นภาพดอกไม้ แสงวาบ และกลุ่มจุดหนาแน่น ที่สามารถเพิ่มจำนวนราวกับสิ่งมีชีวิต แผ่กระจายอย่างไม่สิ้นสุด ค่อย ๆ กลืนกินตัวตนของเธอและสรรพสิ่งรอบข้าง จนประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เธอเรียกกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “การลบเลือนของอัตตา (self-obliteration)” เธอมีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ (obsessive compulsive behaviors) และรู้สึกว่าเสมือนเป็นคนแปลกหน้าในร่างตัวเอง (ในทางจิตเวชศาสตร์เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะแยกตัวจากตนเอง หรือ depersonalization) เธอเดินทางกลับไปญี่ปุ่น เพื่อรักษาอาการเหล่านี้ และสมัครใจอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชในกรุงโตเกียวตั้งแต่ปี 1977 โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องบำบัดความเจ็บป่วย และพำนักในญี่ปุ่นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อาการเหล่านี้ยังคงรบกวนคุซามะมาจนถึงทุกวันนี้ ในหนังสืออัตชีวประวัติของเธอ Infinity Net คุซามะกล่าวว่า “ฉันต่อสู้กับความเจ็บปวด ความวิตกกังวล และความกลัวทุกวัน และวิธีเดียวที่ฉันพบว่าช่วยบรรเทาอาการป่วยของฉันได้คือการสร้างสรรค์งานศิลปะต่อไป... ฉันเดินตามเส้นทางของศิลปะและค้นพบเส้นทางที่ทำให้ฉันมีชีวิตอยู่ได้ หากฉันไม่พบเส้นทางนั้น ฉันแน่ใจว่าฉันคงฆ่าตัวตายไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะทนสถานการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่ไม่ได้” คุซามะได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตลอดชีวิตของเธอว่า ศิลปะเป็นช่องทางบำบัดที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากปราศจากสิ่งนี้ เธอคงไม่สามารถจัดการกับสุขภาพจิตของเธอได้
“สำหรับศิลปินผู้ใฝ่ฝันอย่างฉัน การเอาชนะสภาพแวดล้อมที่ไม่ยุติธรรมก็คือการเอาชนะความเจ็บปวดจากการรู้สึกถูกบีบคั้นและติดกับดัก ฉันมองว่ามันเป็นบททดสอบที่มาพร้อมกับการเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ฉันยังคงต่อสู้ด้วยทุกส่วนของร่างกาย นี่คือกรรมและโชคชะตาเฉพาะตัวของฉันในโลกนี้” - ยาโยอิ คุซามะ

"การสะสมของศพ (นักโทษที่ถูกล้อมรอบด้วยม่านแห่งการไร้ตัวตน)" คุซามะสร้างงานชิ้นนี้ในปี 1950 ห้าปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง ชื่อของผลงานสะท้อนถึงภาพหลอนที่คุซามะประสบในวัยเด็กของเธอ นั่นคือ "ม่านสีเทาคลุมเครือคล้ายผ้าไหม" ที่จะเลื่อนลงมาและแยกเธอออกจากสภาพแวดล้อม ทำให้โลกรู้สึกห่างไกลและบิดเบี้ยว ผลงานมีลักษณะเป็นวังวนสีคล้ำคล้ายกับสภาพของลำไส้มนุษย์ที่มีพยาธิสภาพ ตรงกลางมีต้นไม้ที่ไหม้เกรียมเหลือแต่โครงสองต้น สื่อถึงความโดดเดี่ยวและความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม
Yayoi Kusama “Accumulation of the Corpses (Prisoner Surrounded by the Curtain of Depersonalization)” 1950 © Yayoi Kusama Kusama Studio, Inc. Collection: National Museum of Modern Art, Tokyo

ในปี 1965 คุซามะ ได้สร้างห้องกระจกไร้ที่สิ้นสุด (infinite mirror room) ห้องแรกของเธอขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "ทุ่งแห่งองคชาติ" (Phalli’s Field) ซึ่งเป็นงานศิลปะจัดวางขนาดเท่าห้องที่เรียงรายไปด้วยกระจกซึ่งสะท้อนภาพผู้ชมไปสู่ความไม่มีที่สิ้นสุด บนพื้นมีชิ้นส่วนรูปทรงคล้ายอวัยวะเพศชายหลายร้อยชิ้นเย็บจากผ้าลายจุดสีแดงและขาวและยัดไส้ด้วยใยสังเคราะห์ ผู้ชมจะถูกรายล้อมด้วยลายจุดที่ไม่สิ้นสุด จนเขตแดนระหว่างตัวตนและสิ่งแวดล้อมสูญสลายไป
ในปี 2002 คุซามะได้แสดงงานศิลปะจัดวางแบบเชิงปฏิสัมพันธ์ “ห้องแห่งการลบเลือน” (The Obliteration Room) ณ หอศิลป์ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์ศิลปะ เริ่มต้นด้วยพื้นที่ภายในห้องสีขาวที่สะอาดหมดจด พร้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของสีขาว จากนั้นผู้เข้าชมที่ใช้สติกเกอร์จุดหลากสีติดลงบนพื้นที่สีขาว จนพื้นที่ดังกล่าวจะถูก “ลบเลือน” อย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา

ศิลปะจัดวาง "ฟักทองเริงระบำ" (Dancing Pumpkin) เป็นผลงานศิลปะจัดวางชิ้นสำคัญและเป็นแก่นหลักของการร่วมมือกันครั้งสำคัญในปี 2023 ระหว่างคุซามะและหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ผลงานชิ้นนี้มีฟักทองขนาดใหญ่ประดับจุดเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อม "แขนขา" คล้ายหนวดปลาหมึกที่ทำให้ดูเหมือนกำลังเต้นรำ ก่อให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกสนุกสนาน การเฉลิมฉลอง และมีพลัง งานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ได้ถูกจัดแสดงในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย
ที่มา:
An Introduction to Yayoi Kusama
https://www.tate.org.uk/art/artists/yayoi-kusama-8094/introduction-yayoi-kusama
The Life and Career of Yayoi Kusama: A Timeline. https://www.mplus.org.hk/en/magazine/yayoi-kusama-biography-timeline/
Yayoi Kusama
https://www.moma.org/artists/3315-yayoi-kusama
The Letter From Georgia O’Keeffe That Changed Yayoi Kusama’s Life. https://news.artnet.com/art-world/yayoi-kusama-georgia-okeeffe-pen-pals-2630108
Yayoi Kusama Official Website:
https://yayoikusamamuseum.jp/en/home/


