เบื้องหลัง  “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” เปิดศึกชิงอำนาจระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติ

เบื้องหลัง “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” เปิดศึกชิงอำนาจระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

การแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึงในเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 ที่ประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบการแจ้งเตือนภัยของประเทศไทย แต่เบื้องหลังของปัญหานี้ซ่อนความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง จากพรรคเพื่อไทย และกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

เปิดบูมจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

ในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคมต่อคณะรัฐมนตรี

หลักการและเหตุผลของกระทรวงดิจิทัลฯ

ในการเสนอร่างระเบียบดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ระบุเหตุผลความจำเป็นไว้อย่างชัดเจนว่า :

  1. ปัญหาปัจจุบัน: " ประเทศไทยยังไม่มีระบบการแจ้งข้อมูลที่สามารถแจ้งเตือนให้ประชาชนรับรู้ กรณีเกิดเหตุร้าย เหตุฉุกเฉิน หรือภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งเตือนฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) ในการป้องกันและลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างทันท่วงที "
  2. ความเร่งด่วน: ระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการบูรณาการของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนข้อมูลที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
  3. การดำเนินงานที่ผ่านมา: กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ร่วมกับสำนักงาน กสทช. ทำการทดสอบระบบ SMS แบบเฉพาะเจาะจงตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2566 ณ ทำเนียบรัฐบาล และมีการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS TRUE NT) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 และวันที่ 26 ธันวาคม 2566

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

ร่างระเบียบที่เสนอมีสาระสำคัญดังนี้:

  1. กำหนดให้กระทรวงดิจิทัลฯ จัดให้มีระบบการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อรับข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้อง และส่งต่อข้อมูลให้ประชาชนผ่านระบบของผู้ให้บริการการสื่อสารโทรคมนาคม
  2. กำหนดให้กระทรวงดิจิทัลฯ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม โดยมีคณะทำงานบริหารจัดการระบบการแจ้งข้อมูล ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายกระทรวงและหน่วยงาน โดยมีปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานคณะทำงาน
  3. กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการแจ้งเตือนประชาชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อมูลโดยใช้ระบบการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม

 

อนุทิน ชาญวีรกูล คัดค้าน ดีอีเอส แย่งอำนาจ ปภ.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้คัดค้านร่างระเบียบดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ความเห็นที่ชัดเจนว่า:

  1. ความซ้ำซ้อนในอำนาจหน้าที่: " ร่างระเบียบในเรื่องนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการแจ้งเตือนประชาชนแจ้งข้อมูลโดยใช้ระบบการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติให้ทำหน้าที่หลักในการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ "
  2. อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีหน้าที่แจ้งเตือนสาธารณภัยต่าง ๆ เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว สึนามิ " ซึ่งเป็นภารกิจในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 อยู่แล้ว "
  3. ข้อสรุป: " การดำเนินภารกิจของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการแจ้งเตือนภัยประชาชนตามร่างระเบียบดังกล่าว จึงอาจซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน "

มติครม. แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

คณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องนี้อย่างละเอียดและชัดเจน โดยแบ่งเป็นสองประเด็นหลัก:

1. มติเห็นชอบในหลักการ แต่มีเงื่อนไข คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ เสนอ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ:

" โดยให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไปหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติก่อน แล้วให้ส่งร่างระเบียบฯ ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามข้อยุติแล้ว รวมทั้งความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ "

นี่แสดงให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีไม่ได้เห็นชอบร่างระเบียบทันที แต่ต้องการให้กระทรวงดิจิทัลฯ และกระทรวงมหาดไทยหาข้อยุติร่วมกันก่อน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานและอำนาจหน้าที่

2. การรับความเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติให้กระทรวงดิจิทัลฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นจากหน่วยงานอื่นๆ ไปพิจารณาด้วย ได้แก่:

  1. กระทรวงคมนาคม: เน้นย้ำว่าควรมีแนวทาง ระเบียบ และหลักเกณฑ์ในการดำเนินการที่ชัดเจน และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่จะเผยแพร่ ซึ่งต้องมีความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy) เชื่อถือได้ (Reliable) และทันต่อเวลา (Timely)
  2. สำนักงบประมาณ: ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ก่อน หรือพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ หรือพิจารณาขอรับจัดสรรจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ หากไม่เพียงพอให้จัดทำแผนการขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปีต่อไป

มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการประนีประนอมและหาทางออกร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลัก โดยไม่ได้ให้อำนาจใดๆ แก่กระทรวงดิจิทัลฯ ทันที แต่กำหนดเงื่อนไขให้ต้องหารือและหาข้อยุติร่วมกับกระทรวงมหาดไทยก่อน

ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งและการชิงอำนาจระหว่างสองกระทรวงนี้ส่งผลให้การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติล่าช้า การขาดความชัดเจนว่าหน่วยงานใดควรเป็นหน่วยงานหลักในการแจ้งเตือนภัยพิบัติ ทำให้เกิดช่องว่างในการทำงาน

กระบวนการตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องผ่านการหารือร่วมกัน และต้องผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ยิ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการจัดตั้งระบบที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 การแจ้งเตือนประชาชนในประเทศไทยจึงเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ประชาชนได้รับความตื่นตระหนกจากแรงสั่นสะเทือน โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือคำแนะนำในการรับมือกับสถานการณ์

ปฎิเสธไม่ได้ว่าการชิงอำนาจระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยในประเด็นนี้มีนัยสำคัญทางการเมืองหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แม้ทั้งสองพรรคจะเป็นพันธมิตรในรัฐบาลเดียวกัน แต่ก็มีการแข่งขันและชิงพื้นที่การทำงานเพื่อสร้างผลงานและความโดดเด่นให้กับพรรคตนเอง

นอกจากนี้ยังชิงความได้เปรียบทั้งในแง่ของการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารกับประชาชน ในการควบคุมการแจ้งเตือนภัยแห่งชาติที่เป็นระบบสำคัญที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยตรงและรวดเร็ว โดยฝ่ายกระทรวงมหาดไทยอ้างอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ในขณะที่กระทรวงดิจิทัลฯ พยายามสร้างอำนาจใหม่ผ่านร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

อีกประเด็นสำคัญคือ ในร่างระเบียบที่เสนอ กำหนดให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นประธานคณะทำงาน โดยมีผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงคณะทำงาน ซึ่งเป็นการลดบทบาทของกระทรวงมหาดไทยลงอย่างชัดเจน

จากบทเรียนของเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ประชาชนคาดหวังว่า รัฐบาลจะเร่งรัดการหาข้อยุติและจัดทำระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ สามารถส่งข้อความเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อป้องกันและลดความเสียหายจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต