
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.๓๐) พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด
15 กรกฎาคม 2568
กฎหมายใหม่ / นักกฎหมาย / นักเขียน
บทนำ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1623/2557 ระหว่างบริษัท ภาวินี จำกัด กับกรมสรรพากร เป็นคดีที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เกินกำหนดเวลา และการแสดงภาษีขายขาดไป ซึ่งส่งผลให้ต้องรับผิดชอบต่อภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมาย
ข้อเท็จจริงของคดี
การฝ่าฝืนที่พบ
บริษัท ภาวินี จำกัด ถูกตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มใน 3 เดือนภาษี ดังนี้:
-
เดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 - ยื่นแบบเกินเวลา และใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
-
เดือนภาษีมีนาคม 2549 - ยื่นแบบเกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป
-
เดือนภาษีเมษายน 2549 - ยื่นแบบเกินเวลา และไม่นำรายรับค่ารับเหมาก่อสร้างมายื่น
จำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบ
-
เดือนภาษีพฤศจิกายน 2548: 766,773.97 บาท
-
เดือนภาษีมีนาคม 2549: 144,711.55 บาท
-
เดือนภาษีเมษายน 2549: 431,105.78 บาท (ลดเหลือ 203,789.70 บาท หลังอุทธรณ์)
ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณา
1. การใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลฎีกาพบว่าบริษัท 3 เอ คอนสทรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่ออกใบกำกับภาษี 6 ฉบับ มีข้อสงสัยดังนี้:
-
สถานประกอบการเป็นร้านเสริมสวยสุนัข ไม่ใช่ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง
-
ไม่สามารถติดต่อกรรมการผู้จัดการได้
-
ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 และภาษีเงินได้นิติบุคคล
2. การปกปิดรายได้จากค่ารับเหมาก่อสร้าง
บริษัทอ้างว่าเงิน 2,884,615.39 บาท เป็นเงินกู้ยืม แต่ไม่มี:
-
สัญญากู้ยืมเงิน
-
พยานบุคคลยืนยัน
-
การกู้ยืมจริงไม่น่าจะมีเศษสตางค์
ผลกระทบทางกฎหมาย
การคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เกินกำหนดจะต้องรับผิดชอบ:
เบี้ยปรับ:
-
กรณียื่นเพิ่มเติม: 2%-20% ของภาษี
-
กรณีไม่เคยยื่น: 2%-20% ของภาษี x 2 เท่า
เงินเพิ่ม:
-
อัตรา 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องชำระ
-
เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน
ค่าปรับอาญา:
-
ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: 300 บาท
-
ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: 500 บาท
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี
1. ความสำคัญของการยื่นแบบตรงเวลา
การยื่นแบบ ภ.พ.30 ต้องทำภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป การยื่นล่าช้าจะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ
2. การตรวจสอบใบกำกับภาษี
ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีอย่างละเอียด:
-
ตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนของผู้ขาย
-
ยืนยันความเป็นจริงของการซื้อขาย
-
เก็บหลักฐานการจ่ายเงินที่ชัดเจน
3. การบันทึกรายได้อย่างครบถ้วน
รายได้ทุกประเภทต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน
4. การเตรียมพยานหลักฐาน
ในกรณีที่ถูกตรวจสอบ ต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ เช่น:
-
สัญญาซื้อขาย
-
หลักฐานการจ่ายเงิน
-
พยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ข้อเสนอแนะเชิงป้องกัน
สำหรับผู้ประกอบการ
-
จัดทำปฏิทินภาษี เพื่อติดตามวันครบกำหนดยื่นแบบ
-
ตรวจสอบคู่ค้า ก่อนทำธุรกรรมและรับใบกำกับภาษี
-
เก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ
-
ปรึกษานักบัญชี ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณภาษี
สำหรับนักบัญชี
-
ตรวจสอบความถูกต้อง ของใบกำกับภาษีทุกฉบับ
-
ติดตามการเปลี่ยนแปลง ของกฎหมายภาษีอย่างสม่ำเสมอ
-
แนะนำลูกค้า เกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีป้องกัน
-
จัดทำระบบควบคุมภายใน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด
เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย
( ฎีกาย่อ )
คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๓ / ๒๕๕๗
( บริษัท ภาวินี จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย )
ประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๒ / ๕ ( ๕ )
เรื่อง ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม
อ่านคำพิพากษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗
เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดและแสดงภาษีขายขาดไป สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ เป็นเงิน ๗๖๖,๗๗๓.๙๗ บาท เดือนภาษีมีนาคม ๒๕๔๙ เป็นเงิน ๑๔๔,๗๑๑.๕๕ บาท และเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ เป็นเงิน ๔๓๑,๑๐๕.๗๘ บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ และเดือนภาษีมีนาคม ๒๕๔๙ สำหรับเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ ให้ลดภาษีตามการประเมินคงเหลือเรียกเก็บเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒๐๓,๗๘๙.๗๐ บาท ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ก็เป็นคุณอย่างยิ่งแล้ว
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ โจทก์อ้างว่าได้ซื้อวัสดุก่อสร้างจากบริษัท ๓ เอ คอนสทรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ออกใบกำกับภาษี ให้โจทก์ ๖ ฉบับ แต่โจทก์ไม่สามารถนำผู้ขายหรือหลักฐานการจ่ายเงินค่าวัสดุก่อสร้างตามใบกำกับภาษีพิพาทมาสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างตามใบกำกับภาษีพิพาทจริง และเมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกตรวจสภาพกิจการที่สถานประกอบการของบริษัทดังกล่าว พบว่าเป็นร้านเสริมสวยสุนัข เจ้าของร้านมาเช่าสถานประกอบการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ และไม่เคยรู้จักกับบริษัทดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือเชิญพบกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวก็ไม่สามารถติดต่อได้ อีกทั้งบริษัทดังกล่าวก็ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งโจทก์มิได้ถามค้านหรือนำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่มีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียว ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานบุคคลของจำเลยก็ปรากฏว่า สถานประกอบการของบริษัทดังกล่าวเป็นร้านเสริมสวยสุนัขตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ ก่อนที่โจทก์จะซื้อขายวัสดุก่อสร้างจากบริษัทดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าหลักฐานของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างจากบริษัทดังกล่าวตามใบกำกับภาษีพิพาท ๖ ฉบับ บริษัทดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิที่จะออกใบกำกับภาษีให้แก่โจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๘๖/๑๓ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีพิพาท ๖ ฉบับ ที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๕(๕)
สำหรับเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ โจทก์ไม่นำค่ารับเหมาก่อสร้างที่ได้รับบางส่วน จำนวน ๒,๘๘๔,๖๑๕.๓๙ บาท มายื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอ้างว่าเป็นการกู้ยืมจากบริษัทฤทธิ์ทวีแลนด์ จำกัด เห็นว่า โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นเงินที่โจทก์กู้มาจากบริษัทดังกล่าว ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำกรรมการของบริษัทดังกล่าวหรือผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินมาเบิกความยืนยันว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้มาจากการกู้ยืมบริษัทดังกล่าวจริง และหากเป็นการกู้ยืมเงินกันจริง จำนวนต้นเงินก็ไม่น่าจะมีการกู้ยืมกันโดยมีจำนวนเศษสตางค์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีการกู้ยืมเงินกันดังกล่าวจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง
สำหรับกรณีขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ไม่รับวินิจฉัย
สรุป
ประเด็นสำคัญในคดี เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.๓๐) พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด และแสดงภาษีขายขาดไป รวม ๓ เดือนภาษีคือ เดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ยื่นแบบฯ เกินเวลาและนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เดือนภาษีมีนาคม ๒๕๔๙ บื่นแบบฯ เกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป ต้องรับผิดเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ ยื่นแบบฯ เกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป โดยไม่นำรายรับค่ารับเหมาก่อสร้างที่ได้รับมายื่น แต่อ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจากผู้ว่าจ้าง ต้องรับผิดเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตัดสินเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่า การประเมินชอบแล้ว สำหรับกรณีการขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีและเงินเพิ่ม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ที่มา วรสารกฎหมายใหม่
