
9 เทรนด์สำคัญเปลี่ยนโฉมค้าปลีกอาหารยุโรปปี 2025
30 พฤษภาคม 2568
Business Leader / Green Writer
อุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารยุโรปปี 2025 ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย – เทรนด์ใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค McKinsey เผยรายงานประจำปี “State of Grocery Retail Europe 2025” ชี้ปี 2024 ตลาดค้าปลีกอาหารยุโรปเริ่มฟื้นตัว แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวัง ขณะที่ปี 2025 คาดแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง พร้อม 9 เทรนด์สำคัญเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรม
ปี 2024: ปีแห่งการทรงตัวและสัญญาณฟื้นตัว
ปี 2024 เป็นปีแห่งการทรงตัวของอุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารยุโรป หลังผ่านความผันผวนในช่วงก่อนหน้า ยอดขายเติบโต 2.4% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารเล็กน้อย (2.3%) แม้ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายและมีพฤติกรรม “เทรดอัพ-เทรดดาวน์” สมดุลกัน (25% ของผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าราคาสูงขึ้น ขณะที่อีก 25% ลดระดับราคา) ขณะเดียวกัน ร้านค้าประเภทดิสเคาน์เตอร์และแบรนด์ของร้าน (private label) ยังครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แม้ชะลอตัวจากปีก่อน
ปี 2025: ฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ยังท้าทาย
ผู้บริหารค้าปลีกยุโรปมองปี 2025 ด้วยความระมัดระวังแต่มีความหวัง โดยคาดว่าการฟื้นตัวจะเร่งตัวขึ้น แต่ยังต้องรับมือกับการเติบโตของปริมาณขายที่ต่ำและแรงกดดันด้านกำไรอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์สำคัญคือการเร่งสร้างความแตกต่าง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และใช้ประโยชน์จากข้อมูล AI และเทคโนโลยี

9 เทรนด์สำคัญเปลี่ยนโฉมค้าปลีกอาหารยุโรปปี 2025
1. การเติบโตของปริมาณขายต่ำ
ปริมาณขายเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่อปีถึงปี 2030 โดยเฉพาะยุโรปเหนือและใต้ ส่วนยุโรปกลางและตะวันออกมีแนวโน้มลดลง ช่องทางออนไลน์และดิสเคาน์เตอร์เติบโตสูงสุด
2. จาก Private Label สู่ Private Brand
แบรนด์ของร้านมีบทบาทสำคัญ ร้านที่เน้น private label มีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมากกว่าคู่แข่ง 2.8 เท่า และแนวโน้มพัฒนา private brand เฉพาะกลุ่มเพิ่มขึ้น
3. อาหารสุขภาพและฟังก์ชันนัลฟู้ด
บริโภค โดยเฉพาะ Gen Z ต้องการอาหารสด อาหารสุขภาพ และอาหารเสริมสุขภาพมากขึ้น พร้อมยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับสินค้ากลุ่มนี้
อาหารพร้อมรับประทานและอาหารอุ่นร้อนเติบโตแรง โดย 42% ของ Gen Z และ 37% ของ Millennials ซื้ออาหารกลุ่มนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง4 . พร้อมกิน-พร้อมอุ่นตอบโจทย์ “No-cooking Generation”
4. พร้อมกิน-พร้อมอุ่นตอบโจทย์ “No-cooking Generation”
อาหารพร้อมรับประทานและอาหารอุ่นร้อนเติบโตแรง โดย 42% ของ Gen Z และ 37% ของ Millennials ซื้ออาหารกลุ่มนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
5. ยุคใหม่ของ Customer Engagement
ผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์ส่วนบุคคลสูงขึ้น ร้านค้าหันมาใช้ AI และ Gen AI สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลและพัฒนา Loyalty Program รูปแบบใหม่
6. ความยั่งยืน (Sustainability) ยังขยายตัว
แม้ความสนใจสินค้ายั่งยืนลดลงในกลุ่มผู้บริโภคโดยรวม แต่ Gen Z และ Millennials ยังให้ความสำคัญมากกว่ากลุ่มอื่น ร้านค้าต้องรับมือกฎระเบียบใหม่และลดต้นทุนการลดคาร์บอน Scope 3
7. การควบรวมกิจการและขยายขนาด
การควบรวมกิจการ (M&A) เพิ่มขึ้น 31% ตั้งแต่ปี 2019 ร้านค้าขนาดใหญ่มีความสามารถทำกำไรสูงกว่า และสามารถลงทุนในเทคโนโลยีและพัฒนา private label ได้ดีกว่
8. การลงทุนใน Data, AI และ Tech
ผู้นำตลาดลงทุนใน AI, Automation และ Data สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีเพียงส่วนน้อยที่เห็นผลลัพธ์ชัดเจน จำเป็นต้องเน้นการนำไปใช้จริงทั้งองค์กร
9. Retail Media เติบโตแรง
รายได้จากโฆษณา Retail Media จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวถึงปี 2028 ร้านค้าปรับกลยุทธ์โฆษณาและใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญ
มุมมองอนาคต: กลยุทธ์รับมือและโอกาสใหม่
รายงานชี้ว่าความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับการ “จับจุดเติบโต” เช่น อาหารสุขภาพ อาหารพร้อมรับประทาน และการสร้างแบรนด์ของร้านที่แตกต่าง รวมถึงการเร่งประสิทธิภาพต้นทุนและการใช้เทคโนโลยีอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z จะเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก และประสบการณ์เฉพาะบุคคล รวมถึงความยั่งยืนในราคาที่เข้าถึงได้
อุตสาหกรรมค้าปลีกอาหารยุโรปปี 2025 กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่เน้นนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง ร้านค้าที่ปรับตัวได้เร็วและลงทุนในเทคโนโลยีจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิที่ท้าทายนี้
อ่านรายงานฉบับเต็มที่ https://www.mckinsey.com

