"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 🔗  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้บริหาร ข้าราชการ และทูตพาณิชย์ทั่วโลก แถลง 7 นโยบายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ “Quick Big Win” ตั้งเป้าเกิดผลสัมฤทธิ์เร็วและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อเศรษฐกิจไทยและประชาชน

กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผย 7 นโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนี้

1. ภาษีสหรัฐฯ และการเจรจาการค้า

เร่งสรุป Agreement of Reciprocal Tax (ART) กับสหรัฐฯ ภายในเดือนธันวาคม 2568 โดยปรับปรุงกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ให้เป็นระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์และเพิ่มความโปร่งใส โดยปัจจุบันได้ผลชัดเจน เช่น จากที่เคยพบเอกสาร C/O ปลอมแปลงหลักร้อยกรณีต่อปี เหลือเพียง 5 กรณีในปี 2567 และไม่พบในปี 2568 นอกจากนี้ จะเร่งปรับปรุงกระบวนการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ที่เคยใช้เวลา 12–18 เดือน เหลือเพียง 9 เดือน ด้วยการนำ AI มาช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล ถือเป็น Quick Win ที่ช่วยผู้ประกอบการไทยโดยตรง

2. การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา

ช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบ ทั้งการจัดมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ การสนับสนุนค่าขนส่งสินค้าฟรี 100 บาทต่อชิ้นร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อย การเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ทดแทน และการเร่งหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยมอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดประสานงานใกล้ชิดกับประชาชน

3. FTA และบุกตลาดใหม่

ไทยมี FTA 14 ฉบับกับ 18 ประเทศ  ได้แก่ FTA ไทย–เอฟตา ให้มีผลบังคับใช้ภายในครึ่งแรกปี 2569 FTA ไทย–อียู ให้ได้ข้อสรุปสำคัญภายในไตรมาสแรกปี 2569 FTA ไทย–เกาหลีใต้ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2568 ขณะเดียวกันจะใช้เครือข่ายทูตพาณิชย์กว่า 50 แห่งทั่วโลก หาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง (ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ (อินเดีย) และอาเซียน (เวียดนาม) โดยเน้นการจับคู่ผู้ซื้อ–ผู้ขาย และจัดกิจกรรมเจรจาการค้ารูปแบบใหม่

4. ดูแลค่าครองชีพประชาชน

เดินหน้าจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งต่อปี ลดภาระประชาชนกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งที่ลงนาม MOU กับกระทรวงพาณิชย์ ให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี และทำให้โรงพยาบาลรัฐลดความแออัดลง โรงพยาบาลเอกชนก็จะมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น

พร้อมร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่งที่ลงนาม MOU กับกระทรวงพาณิชย์ ให้เปิดเผยราคายาก่อนชำระเงิน

5. รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร

โดยเฉพาะ ข้าว ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตกว่า 21.8 ล้านตัน และมีสต๊อกคงเหลือกว่า 3.5 ล้านตัน กระทรวงจะใช้มาตรการชะลอการขายด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การให้สหกรณ์เก็บสต๊อก การช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครอบคลุมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน และเร่งการส่งออกทั้งแบบ จีทูจีกับจีน เพิ่มจาก 280,000 ตัน เป็น 500,000 ตัน และการเจรจา MOU กับญี่ปุ่นและสิงคโปร์ เพื่อรักษาโควตาข้าวไทย นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันการปรับตัวของเกษตรกรสู่การปลูกพืชคุณภาพสูง (เช่น GI และพืชที่ตลาดต้องการ) เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันโลกและสภาพภูมิอากาศ

6. เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

สนับสนุนการเข้าถึงตลาดใหม่ (เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา) พัฒนาศักยภาพด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนสินเชื่อ การใช้เครื่องหมายรับรองคุณภาพ เช่น Thailand Trust Mark และ Thai SELECT รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม “MOC+” เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้ SMEs เข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้ง่ายขึ้น

7. ปรับกฎระเบียบและใช้เทคโนโลยี

เร่งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ รวมถึงการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์อุปสงค์–อุปทานของสินค้า เพื่อให้มาตรการทางการค้าทันต่อสถานการณ์ และขยายช่องทาง e-Commerce สำหรับสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ตลาดสากล

บทวิเคราะห์

นโยบาย “Quick Big Win” เน้นผลลัพธ์รวดเร็วและรากฐานยั่งยืน ครอบคลุมทุกกลุ่มตั้งแต่ภาคธุรกิจ-เกษตร-ผู้บริโภค จุดแข็งคือการผสานเทคโนโลยี (AI, ดิจิทัล, e-Commerce) แก้ปัญหาซ้ำซาก-ผลักดันโปร่งใส มาตรการแบบเบ็ดเสร็จ เช่น ลดเวลาออกมาตรการ AD, ระบบ C/O ดิจิทัล, เยียวยาฯ ชายแดน มีแนวโน้มเห็นผลในวงกว้างโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หลายมาตรการต้องอาศัยความต่อเนื่อง เช่น การขยายตลาดส่งออก การปฏิรูปกฎระเบียบ หรือการสร้างแพลตฟอร์ม MOC+ ซึ่งต้องวางระบบและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจำนวนมาก

โดยรวม จัดเป็นชุดนโยบายที่มี “โอกาส” ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวและสร้างเสถียรภาพได้ หากมีการปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องและประเมินผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะต้องติดตามการนำไปปฏิบัติ ว่าจะ “big win” ได้ขนาดไหนในสภาพความท้าทายของเศรษฐกิจยุคใหม่

ที่มา:  https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/1245

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทยชิงตลาดโลก หลังอุปสงค์โตต่อเนื่อง ดันไทยสู่ฮับแปรรูปกาแฟอาเซียน

สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทยชิงตลาดโลก หลังอุปสงค์โตต่อเนื่อง ดันไทยสู่ฮับแปรรูปกาแฟอาเซียน

18 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สนค. วิเคราะห์ตลาดกาแฟโลกเติบโตต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกจากบทบาทผู้แปรรูปและส่งออก ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มมูลค่ากาแฟคุณภาพ และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางแปรรูปกาแฟอาเซียน

“พาณิชย์” เปิดเวทีเสวนาใหญ่ ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ ชี้ทางรอดการค้าไทย พลิกวิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสของสินค้าไทย

“พาณิชย์” เปิดเวทีเสวนาใหญ่ ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ ชี้ทางรอดการค้าไทย พลิกวิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสของสินค้าไทย

25 เมษายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมเสวนาครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ : โอกาสสู่การค้ายุคใหม่”เปิดเวทีวิเคราะห์ ถอดรหัสนโยบายภาษีสหรัฐฯ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทย ก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน

การขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

การขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

19 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

อย. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด Innovation-Driven Beauty Economy ด้วยการเน้นนวัตกรรม มาตรฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน.