จากฟูกูโอกะ 100 สู่พิจิตร 100: โมเดลเมืองอายุยืน เปลี่ยนสังคมสูงวัยเป็นโอกาสใหม่ของไทย

จากฟูกูโอกะ 100 สู่พิจิตร 100: โมเดลเมืองอายุยืน เปลี่ยนสังคมสูงวัยเป็นโอกาสใหม่ของไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • “สังคมสูงวัย” = โอกาสใหม่ของเมือง ไม่ใช่ภาระ
    พิจิตร ก้าวสู่สังคมอายุยืนเต็มรูปแบบ และกำลังเปลี่ยนโครงสร้างประชากรให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

  • โมเดล “พิจิตร 100” เรียนรู้จาก ฟูกูโอกะ แต่ปรับให้เข้าบริบทไทย
    เน้นออกแบบเมืองจาก “คน” เชื่อมชุมชน ใช้เทคโนโลยี และสร้าง Care Economy โดยไม่ลอกแบบตรง ๆ

  • กุญแจสำคัญ = เชื่อมของเดิม + ข้อมูล + ชุมชนเข้มแข็ง
    ไทยมีทุนทางสังคมดีอยู่แล้ว (บวร วัด ชุมชน) แต่ต้องเสริมระบบข้อมูลและการบริหาร เพื่อขับเคลื่อนสู่เมืองอายุยืนอย่างยั่งยืน

เมื่อสังคมอายุยืนไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสของเมือง ในวันที่หลายพื้นที่ของไทยยังมอง “สังคมสูงวัย” เป็นโจทย์ของอนาคต จังหวัดพิจิตรกลับกำลังเผชิญความจริงนี้แล้วในวันนี้ด้วยจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 130,878 คน หรือมากกว่า 25% ของประชากรทั้งจังหวัด และมีผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีถึงราว 230 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า พิจิตรได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้วอย่างแท้จริง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะรับมืออย่างไร” แต่คือ “จะเปลี่ยนโครงสร้างประชากรนี้ให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไร”

“พิจิตร 100” โมเดลใหม่ของเมืองอายุยืน

แนวคิดนี้นำไปสู่การเกิดขึ้นของ โครงการ “พิจิตร 100” (Pichit 100) ความร่วมมือระหว่างจังหวัดพิจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และคณะทำงานโครงการ “ฟูกูโอกะ 100” เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ดูแลผู้สูงอายุ” แต่คือการ ออกแบบระบบนิเวศของเมืองใหม่ทั้งระบบ ให้รองรับ “ชีวิต 100 ปี”

หัวใจสำคัญของโครงการ คือ

  • การดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

  • การต่อยอดของเดิม ไม่เริ่มจากศูนย์

  • และการออกแบบจาก “ความต้องการจริงของผู้สูงอายุ”

สิ่งที่น่าสนใจคือ พิจิตรไม่ได้ลอกแบบญี่ปุ่น แต่เลือก “แปลแนวคิด” ให้เข้ากับบริบทไทย

บทเรียนจากญี่ปุ่น: เมืองที่ออกแบบจากคนตัวเล็ก

ต้นแบบอย่าง “ฟูกูโอกะ 100” เกิดจากการตั้งคำถามง่าย ๆ แต่ทรงพลัง

ถ้าเราจะสร้างเมืองสำหรับคนอายุ 100 ปี เราควรออกแบบมันตั้งแต่วันนี้อย่างไร?

คำตอบของญี่ปุ่น ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เริ่มจาก “คน” เช่น

  • การให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมร่วมออกแบบเตาแก๊สที่มีเสียงเตือน

  • การใช้ “หมากฝรั่งเปลี่ยนสี” วัดสุขภาพการเคี้ยว

  • การออกแบบบันไดให้มีเสียงดนตรี เพื่อชวนให้คนอยากเดิน

ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือ “สุขภาพที่ดี ต้องถูกออกแบบให้สนุกและเข้าถึงได้”

7 เสาหลักของเมืองอายุยืน

โมเดลฟูกูโอกะถูกถอดออกมาเป็น 7 แนวคิดหลัก ซึ่งกำลังถูกนำมาปรับใช้ในพิจิตร ได้แก่

  1. ทุกคนในสังคมมีส่วนร่วมดูแลกัน

  2. ทลายข้อจำกัดของระบบราชการ

  3. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพ

  4. ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่อง “สนุก”

  5. เชื่อมโยงคนทุกวัยเข้าด้วยกัน

  6. สร้างเศรษฐกิจใหม่จาก Care-Tech

  7. พัฒนาเป็นต้นแบบระดับสากล

จุดแข็งของพิจิตร: สิ่งที่ญี่ปุ่นไม่มี

แม้ญี่ปุ่นจะมีระบบที่แข็งแรง แต่พิจิตรเองก็มี “ต้นทุนทางสังคม” ที่โดดเด่นไม่แพ้กัน

1. ระบบ “บวร” (บ้าน-วัด-ราชการ/โรงเรียน)

โครงสร้างทางสังคมแบบไทยที่สามารถเชื่อมคน 3 วัยได้ทันที
โดยไม่ต้องสร้างใหม่

2. วัด = Social Hub

พื้นที่ที่ผู้สูงอายุมีบทบาท มีคุณค่า และมีชุมชน

3. เมืองสุขภาพโดยธรรมชาติ

ไม่มีอุตสาหกรรมหนัก มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการมีอายุยืน

4. เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง

มีโครงการเดิมจำนวนมาก เช่น

  • โรงเรียนผู้สูงอายุ

  • โครงการบวรสัญจร

  • ปั่นปันสุข

  • ศูนย์ซ่อมอุปกรณ์ผู้ป่วย

โจทย์จึงไม่ใช่ “สร้างใหม่” แต่คือ “เชื่อมและต่อยอด”

ความท้าทาย: สิ่งที่ไทยต้องเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม การนำโมเดลญี่ปุ่นมาปรับใช้ ยังมีข้อจำกัดสำคัญ

▸ ระบบงบประมาณ

ญี่ปุ่นมีระบบประกันผู้สูงอายุที่มั่นคง
ขณะที่ไทยยังพึ่งพางบรัฐและการสนับสนุนจากชุมชน

▸ การจัดการข้อมูล

หนึ่งในบทเรียนสำคัญคือ

“ไทยมีโครงการเยอะ แต่ไม่ค่อยมีการบันทึก”

การเก็บข้อมูล การวัดผล และการเรียนรู้จากสิ่งที่ทำ จึงเป็น “กุญแจสำคัญ” ของความยั่งยืน

เมื่อ “อายุยืน” ไม่ใช่แค่เรื่องการแพทย์

บทเรียนที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่ได้มาจากนโยบาย
แต่มาจากคำตอบของผู้สูงอายุวัย 102 ปีในพิจิตร

“เคล็ดลับอายุยืนคือ ความสุข ลูกหลานสามัคคีกัน ไม่ทะเลาะกัน”

สิ่งนี้สะท้อนว่า สังคมสูงวัยที่ดี ไม่ได้เริ่มจากโรงพยาบาล แต่เริ่มจากครอบครัว ชุมชน และความสัมพันธ์ของผู้คน

พิจิตร: จากเมืองทางผ่าน สู่ “เมืองปลายทางชีวิต”

หาก “พิจิตร 100” เดินหน้าได้สำเร็จ จังหวัดเล็ก ๆ แห่งนี้อาจกลายเป็นมากกว่า “พื้นที่สูงวัย”

แต่จะเป็น

  • เมืองต้นแบบของการใช้ชีวิตหลังเกษียณ
  • ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ด้าน Care Economy
  • และ “Living Lab” ของสังคมอายุยืนในเอเชีย

คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ของพิจิตร แต่คือของทั้งประเทศ

เมื่อเรามีชีวิตยืนยาวขึ้น เราจะปล่อยให้ความชราเป็นภาระ หรือจะออกแบบให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตแรงงานดูแลผู้สูงอายุ: ความท้าทายและโอกาสของไทยในสังคมสูงวัย

วิกฤตแรงงานดูแลผู้สูงอายุ: ความท้าทายและโอกาสของไทยในสังคมสูงวัย

7 พฤศจิกายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ประเทศไทยจะขาดแคลนแรงงานดูแลผู้สูงอายุกว่า 250,000 คนภายในปี 2580 จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ILO แนะให้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลและสร้างงานที่มีคุณภาพในภาคเศรษฐกิจดูแล แรงงานข้ามชาติกว่า 55,000 คนจะมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างแรงงานในอนาคต