
The New Global Arena: ถุงมือยางไทยกับกติกาใหม่ที่ต้องพิชิต
16 กุมภาพันธ์ 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
อุตสาหกรรมถุงมือยางไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านจากกติกาการค้าโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ภายใต้มาตรการ Reciprocal Tariff และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการถูกตัดออกจากตลาดโลก
ตลาดโลกยังเติบโต ความต้องการถุงมือยางยังสูง
มูลค่าการนำเข้าถุงมือยางของตลาดโลกในช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2015–2019) เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป จาก 5,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงโควิด-19 (ปี 2020–2022) โดยแตะจุดสูงสุดที่ 23,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021
หลังโควิด (ปี 2023–2024) แม้มูลค่าการนำเข้าจะปรับลดลงจากจุดสูงสุด แต่ความต้องการถุงมือยางยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด สอดคล้องกับแนวโน้มการตื่นตัวด้านสุขอนามัย การแพทย์ และมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ
ไทยอันดับ 3 ของโลก แต่พึ่งพาตลาดหลักสูง
ในปี 2024 ไทยเป็นผู้ส่งออกถุงมือยางอันดับ 3 ของโลก รองจากมาเลเซียและจีน ด้วยมูลค่าการส่งออก 1,493 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 15.44 ของการส่งออกถุงมือยางทั่วโลก สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม การส่งออกถุงมือยางของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทยในระยะต่อไป
ภาษีสหรัฐฯ กดดันต้นทุน แข่งขันยากขึ้น
มาตรการ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ ส่งผลให้สินค้าจากไทยต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 19% ใกล้เคียงกับมาเลเซีย (19%) และสูงกว่าเวียดนาม (20%) ขณะที่จีนถูกเก็บภาษีสูงถึง 100% ภายใต้มาตรการ Section 301 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ต้นปี 2569
แม้สินค้าถุงมือยางไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งกระจายความเสี่ยง หาตลาดใหม่ และลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ
กฎ EUDR: บททดสอบใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานไทย
มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรปกำหนดให้สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงยางธรรมชาติ ต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ และพิสูจน์ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าหลังปี 2020 โดยจะบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2027
ด้วยความที่อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยพึ่งพายางธรรมชาติจำนวนมาก หากไม่สามารถจัดทำระบบ Traceability ได้ครบถ้วนตั้งแต่สวนยาง โรงงานแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก อาจถูกปฏิเสธการนำเข้าในตลาดสหภาพยุโรปทันที
คู่แข่งเร่งลงทุนเทคโนโลยี
มาเลเซียยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก จากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติ (IR4.0) และการสนับสนุนต้นทุนพลังงานจากภาครัฐ ขณะที่จีนเร่งขยายกำลังการผลิตถุงมือไนไตรล์ ใช้ AI และระบบอัตโนมัติควบคุมคุณภาพ ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างรุนแรง ส่วนเบลเยียมอาศัยความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์และการเป็นศูนย์กลางการค้าของยุโรป แม้ไม่สามารถผลิตยางธรรมชาติได้เอง
ทางรอดของไทย: ปรับโครงสร้าง-ยกระดับมาตรฐาน
ภาครัฐถูกเสนอให้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านการค้า ยกระดับระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การพัฒนาระบบ Thailand’s Rubber Trade (TRT) ให้รองรับข้อกำหนด EUDR และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) ควบคู่กับการเจรจาการค้าเชิงรุกกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพื่อลดแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า
ขณะที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบพิสูจน์แหล่งกำเนิดสินค้า (Origin Verification) แยกสายการผลิตตามมาตรฐานตลาด (Dual-Standard Production) และปรับโมเดลธุรกิจจากผู้ขายสินค้าไปสู่การเป็น “Solution Provider” ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิด ESG เพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง
บทสรุป: กติกาการค้าโลกใหม่ไม่ใช่เพียงอุปสรรค แต่เป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยต้อง “ยกระดับทั้งระบบ” จากการผลิตแบบเดิม สู่ห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หากไทยปรับตัวได้ทัน ก็มีโอกาสรักษาฐานตลาดเดิม และขยายสู่ตลาดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาว
ที่มา: สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค. หรือ TPSO)
เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็น Think Tank หลักในการวางแผน ยุทธศาสตร์ และบูรณาการนโยบายการค้าของประเทศ รวมถึงพัฒนาเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจการค้าและเตือนภัยทางการค้า
https://www.tpso.go.th
