บทเรียน ‘ตระกูลชินธรรมมิตร์’ ถอนลงทุนโรงงานน้ำตาลกัมพูชา

บทเรียน ‘ตระกูลชินธรรมมิตร์’ ถอนลงทุนโรงงานน้ำตาลกัมพูชา

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

“น้ำตาลขอนแก่น” ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 4 ของประเทศไทย เริ่มก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี 2488 ทำให้ปัจจุบันมีอายุครบ 80 ปี โดยเริ่มจาก “ชวน ชินธรรมมิตร์” ชักชวนนักธุรกิจ 2 ครอบครัว คือ “โตการัณยเศรษฐ์” และ “โรจนสเถียร” ร่วมกันก่อตั้งโรงงานน้ำตาลกว้างสุ้นหลี ที่ถนนพระราม 1 กรุงเทพมหานคร โดยชื่อ “กว้างสุ้นหลี” มาจากพยางค์กลางของชื่อห้างหุ้นส่วน 3 แห่งของผู้ก่อตั้ง

การดำเนินธุรกิจมีการขยายโรงงานน้ำตาลต่อเนื่อง และเมื่อปี 2517 มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อปรับโครงสร้างการบริหารโดยมี “นันทา ชินธรรมมิตร์” เป็นประธาน และปรับโครงสร้างธุรกิจคงโรงงานน้ำตาลเดิมไว้ 3 แห่ง คือ บริษัทโรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด บริษัทน้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด และบริษัท น้ำตาลท่ามะกา จำกัด

รวมทั้งในอีก 2 ปี หรือในปี 2519 ต่อมาตั้งบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด และสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น หลังจากนั้นในปี 2533 ได้รวมการบริหารงานของบริษัทน้ำตาลในองค์กรภายใต้ชื่อ KSL Group โดยมีที่มาจากอักษรโรมันตัวแรกของ บริษัท น้ำตาลกว้างสุ้นหลี (Kwang Soon Lee) 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจเกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อมีการแปรสภาพบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด เป็น บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นบริษัทน้ำตาลแห่งแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2548 มี “จำรูญ ชินธรรมมิตร์” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ KSL

การเริ่มการลงทุนในเกาะกง ประเทศกัมพูชา

ปี 2550 มีจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ KSL ตัดสินใจออกไปลงทุนในเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยตั้งบริษัท น้ำตาลเกาะกง จำกัด ตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลทรายดิบ กำลังหีบ 6,000 ตันอ้อยต่อวัน มูลค่ารวม 1,850 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนที่ครอบคลุมถึงเครื่องจักร งานโยธา งานโครงสร้าง งานติดตั้ง งานขนย้าย และสิ่งก่อสร้างอื่นที่จำเป็นต่อการเดินเครื่องจักร

รวมทั้งลงทุนตั้งบริษัทเกาะกงการเกษตร จำกัด เพื่อการลงทุนในโครงการเพาะปลูกอ้อยบนพื้นที่สัมปทาน 20,000 เฮกต้าร์ (125,000 ไร่) รวมแล้วในเวลานั้นใช้เงินลงทุนไป 3,500 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนมูลค่าสูงในจังหวัดเกาะกงที่อยู่ทางตอนใต้ของกัมพูชาและมีพื้นที่ติดกับทะเลอ่าวไทย และติดกับอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

KSL เข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในกัมพูชาตั้งแต่ปี 2549 ถือเป็นโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของกัมพูชา โดย KSL ถือหุ้น 50% มีผู้ร่วมทุน คือ วีวอง คอร์ปอเรชั่นจากไต้หวัน ถือหุ้น 30% และนายลี ยง พัด นักธุรกิจกัมพูชาที่มีบทบาทสำคัญและใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชา ถือหุ้น 20%

ในวันที่เปิดโรงงานได้เชิญ “ฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา มาเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2553 โดยผู้นำกัมพูชาต้องการใช้โมเดลอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในไทยมาใช้ในกัมพูชา ซึ่งต้องการให้ลงทุนผลิตเอทานอลด้วยแต่คงต้องใช้เวลาให้มีการหีบอ้อยมีปริมาณปีละ 2 ล้านตัน เพื่อให้ผลิตเอทานอลได้วันละ 100,000 ลิตร จึงจะคุ้มค่าการลงทุน

การลงทุนในกัมพูชาครั้งนี้ KSL ต้องการสร้างโอกาสจากการขยายโรงงานน้ำตาลไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีจุดเด่นที่การส่งออกไปสหภาพยุโรป (EU) จากกัมพูชาได้สิทธิประโยชน์พิเศษภายใต้ข้อตกลง EBA จึงวางแผนส่งออกน้ำตาลจากโรงงานทั้งหมดไปยุโรป โดยส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบัง

หลังจากที่เข้าไปลงทุนได้ไม่นาน KSL เริ่มเห็นปัญหาของการลงทุนในเกาะกงแต่พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้เพราะได้ใช้เงินลงทุนไปมาก

“ชลัช ชินธรรมมิตร์”🔗 ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ KSL ซึ่งถือเป็นมือขวาของ “จำรูญ ชินธรรมมิตร์” 🔗 สรุปปัญหาของการลงทุนที่เกาะกงเมื่อปี 2556 ที่มีผลดำเนินงานช้ากว่าแผนที่วางไว้

สำหรับฤดูกาลปลูกอ้อยในกัมพูชาใกล้เคียงกับไทย  โดยจะมีการเริ่มเปิดหีบอ้อยในเดือน ธ.ค.ของแต่ละปี และไปสิ้นสุดในเดือน เม.ย.ของปีถัดไป ซึ่งเริ่มหีบอ้อยครั้งแรกในในฤดูกาลผลิต 2551/52 มีอ้อยเข้าหีบโรงงานในกัมพูชา 27,000 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 2,500 ตัน ใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 30-40% และผลประกอบการโรงงานน้ำตาลในกัมพูชาขาดทุนและมีปัญหาในการบริหารจัดการ ดังนี้  

1. ต้นทุนการลงทุนในกัมพูชาสูงจากความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคที่มีไม่มาก เช่น สายส่งไฟฟ้า  

2. ความพร้อมรถบรรทุกที่จะขนส่งอ้อยจากไร่มาเข้าหีบที่โรงงานน้ำตาล  

3. ความพร้อมของชาวไร่อ้อยในกัมพูชาที่ต้องใช้เวลาเรียนรู้ทักษะในการปลูกอ้อย

4. สภาพอากาศที่แม้ฤดูกาลปลูกอ้อยจะใกล้เคียงกับไทย แต่ในเดือน ต.ค.ที่เกาะกงมีปริมาณฝนมากกว่าไทย รวมทั้งมีช่วงที่อากาศเย็นน้อย ซึ่งมีผลต่อช่วงการสะสมความหวานก่อนหีบอ้อยในเดือน ธ.ค.

5. สภาพดินที่เกาะกงมีการกัดเซาะสูงส่งผลให้อินทรีย์วัตถุในดินมีน้อยและทำให้ต้นทุนการบำรุงรักษาสูงขึ้น
 

ปัญหาการลงทุนอุตสาหกรรมน้ำตาลในกัมพูชา
 

ถึงแม้ว่าผลดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลในเกาะกงยังไม่เป็นที่น่าพอใจ แต่ KSL มองว่า การเข้าไปลงทุนเมื่อปี 2550 เป็นโอกาสดีที่ได้สัมปทานที่ดินและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน เพราะถ้าเข้าไปลงทุนหลังจากนั้นจะหาที่ดินจำนวนมากเพื่อเพาะปลูกได้ยากและอาจได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีลดลง

กุญแจสำคัญของความสำเร็จในการลงทุนที่กัมพูชาไม่ได้อยู่ที่การลงทุนเครื่องจักรที่ใครก็ซื้อมาลงทุนตั้งโรงงานได้  แต่อยู่ที่การปลูกอ้อยให้มีประสิทธิภาพเพราะถือเป็นเรื่องใหม่ของเกษตรกรกัมพูชาในการปลูกอ้อยโรงงาน ซึ่งทำให้ต้องสร้างการเรียนรู้ให้กับชาวไร่ในการปลูก บำรุงดินและการดูแลอ้อย ดังนั้นจึงทำให้ในช่วงนั้น “ชลัช ชินธรรมมิตร์” มองว่าการที่จะทำให้ชาวไร่อ้อยกัมพูชามีทักษะใกล้เคียงกับไทยอาจต้องใช้เวลา 5-10 ปี

การที่ในกัมพูชาไม่เคยมีการปลูกอ้อยโรงงานมาก่อนทำให้ชาวไร่อ้อยได้เนิ่มต้นเรียนรู้พร้อมการกับตั้งโรงงาน โดย KSL ได้เข้าไปให้การส่งเสริมชาวไร่ให้ปลูกอ้อยในกัมพูชาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการเข้าไปลงทุน โดยมีแนวทางส่งเสริมคล้ายกับไทย  ซึ่งมีการจ้างคนท้องถิ่นออกไปส่งเสริมและให้ความรู้การปลูกอ้อย โดยโรงงานน้ำตาลจะสนับสนุนพันธุ์ ปุ๋ยและเงินทุนบางส่วน

ถึงแม้ว่าการลงทุนในเกาะกงจะไม่สร้างผลกำไรมากแต่ KSL มีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท น้ำตาลเกาะกง จำกัด เป็น 88% และบริษัทเกาะกงการเกษตร จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 80% รวมแล้วใช้เงินลงทุนในเกาะกงไป 4,000 ล้านบาท แต่ผลดำเนินงานลดลงก่อนที่จะมีการขายหุ้นออกไป ดังนี้

  • ปี 2559 รายได้ 673 ล้านบาท
  • ปี 2560 รายได้ 264 ล้านบาท
  • ปี 2561 รายได้ 366 ล้านบาท
  • ปี 2562 รายได้ 45 ล้านบาท
  • ปี 2563 รายได้ 1 ล้านบาท

หลังจากนั้น KSL ได้ประกาศขายโรงงานและที่ดินที่ได้รับสัมปทาน 125,000 ไร่ เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลทรายดิบไม่เป็นไปแผนที่วางไว้เมื่อปี 2550 ซึ่งเหตุผลสำคัญเป็นประเด็นที่ KSL ประเมินไว้อยู่แล้วตั้งแต่ในช่วง 5 ปี แรกของการลงทุนในเกาะกง แต่ไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ โดยเฉพาะปริมาณอ้อยที่ไม่เพียงพอต่อการใช้กำลังการผลิตของโรงงานที่เป็นปัญหาสำคัญต่อเนื่องไปถึงการพัฒนาทักษะของเกษตรกรกัมพูชาในการดูแลและการเพาะปลูกอ้อย

ปัจจุบัน KSL ยังคงมีตระกูลชินธรรมมิตร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยข้อมูลเดือน ก.ค.2568 ถือหุ้นในนามบริษัท เคเอสแอลชูการ์โฮลดิ้ง จำกัด ที่เป็นโฮลดิ้งของตระกูล ถือหุ้น 33.29% รองลงมามีการถือหุ้นในนามบุคคลในตระกูล คือ

  • กมนดนัย ชินธรรมมิตร์ 3.05
  • พิริย์พล ชินธรรมมิตร์ 2.69% 
  • จำรูญ ชินธรรมมิตร์ 2.64
  • ดวงดาว ชินธรรมมิตร์ 2.26
  • ดวงแข ชินธรรมมิตร์ 2.26
  • สมชาย ชินธรรมมิตร์ 2.18% 
  • กมรวรรณ ชินธรรมมิตร์ 2.06%

การดำเนินธุรกิจของ KSL ในปัจจุบันยังคงเน้นการต่อยอดจากอุตสาหกรรมน้ำตาลตามเป็นไปตามทิศทางการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาลที่เจอปัญหาการรับซื้ออ้อยไฟไหม้ที่ถูกกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้ลดการรับซื้อลง และสร้างแรงจูงใจชาวไร่อ้อยให้ลดการเผา เช่น การรับซื้อใบอ้อย

รวมทั้งมีการต่อยอดผลิตภัณฑ์น้ำตาลจากอ้อยที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ หรือ Low Glycemic Index เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มการรักสุขภาพของผู้บริโภค และยังคงมีแผนการขยายโรงงานน้ำตาลต่อ