
มาตรการลดค่าการกลั่นน้ำมันรอบสองและบรรเทาผลกระทบราคาพลังงานของ รมว.พลังงาน
17 เมษายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
รัฐบาลเดินหน้าลดค่าการกลั่นน้ำมัน ตั้งเป้ารวม 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ
-
ครม. อนุมัติ 7 มาตรการด่วน พร้อมงบกลาง 7,742 ล้านบาท และ Soft Loan 10,000 ล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SME
-
ภาคเอกชนยังห่วงหากราคาน้ำมันลอยตัวโดยไร้มาตรการรองรับ อาจกระทบ SME หนัก รัฐบาลจึงต้องเดินมาตรการต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพพลังงานและเศรษฐกิจฐานราก
รมว.พลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เดินหน้าลดค่าการกลั่นน้ำมันรอบแรก 2 บาทต่อลิตร ทันที พร้อมวางแผนเจรจาลดรอบสองหลังสงกรานต์ ตั้งเป้าหมายรวม 5 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระประชาชนและภาคธุรกิจ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังอนุมัติ 7 มาตรการเร่งด่วน รวมถึง Soft Loan 1 หมื่นล้านบาท สำหรับ SME และงบกลางกว่า 7.7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกในการรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานเร่งด่วน ด้วยการเจรจากับ 6 โรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดค่าการกลั่นน้ำมันลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน ทั้งนี้ ยังมีแผนการเจรจาลดค่าการกลั่นน้ำมันรอบที่สองหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดรวมได้สูงถึง 5 บาทต่อลิตร มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกสำคัญในการบริหารจัดการราคาพลังงานของประเทศ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน และลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจโดยรวม
ไม่เพียงเท่านั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้เร่งอนุมัติ 7 มาตรการด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันแพง ซึ่งรวมถึงการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยมีการอนุมัติงบกลางสูงถึง 7,742 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการเหล่านี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการอัดฉีดเม็ดเงินและกลไกช่วยเหลืออย่างครอบคลุม เพื่อต่อลมหายใจให้กับภาคเศรษฐกิจและประชาชนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน
สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มาตรการเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง การลดค่าการกลั่นน้ำมันโดยตรงจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจจำนวนมาก ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การที่ ครม. อนุมัติวงเงิน Soft Loan จำนวน 10,000 ล้านบาท จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสภาพคล่องให้กับ SME โดยตรง ช่วยให้ธุรกิจสามารถประคับประคองการดำเนินงานในช่วงที่ตลาดพลังงานยังคงผันผวนได้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ภาคเอกชนอย่าง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ก็ยังคงแสดงความกังวลว่า หากราคาน้ำมันถูกปล่อยลอยตัวโดยไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อ SME จำนวนมาก จนอาจถึงขั้นต้องปิดกิจการได้ ความกังวลนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกและต่อเนื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและสนับสนุนความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก
มาตรการชุดนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการสร้างความเชื่อมั่น และป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลและสนับสนุนกลุ่ม SME ให้สามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงานในระยะยาว






