
มหากาพย์โกงคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม: ทอง 1,500 ล้านบาทที่ได้คืน คือแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง
1 มีนาคม 2569
พลีธรรม ตริยะเกษม / บรรณาธิการ
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภาพการส่งมอบทองคำแท่งน้ำหนักกว่า 20,000 บาท มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงการคลัง กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่ววงการเศรษฐกิจ นี่คือทรัพย์สินที่ถูกยึดจากอดีตผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรในคดีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับมหากาพย์การทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ทว่าในสายตาของภาคธุรกิจ ตัวเลข 1,500 ล้านบาทนี้เป็นเพียง "ผลลัพธ์ที่ปลายเหตุ" แต่ต้นเหตุและผลกระทบที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำนั้น รุนแรงและซับซ้อนกว่าที่หลายคนคาดคิด
1. ยอดภูเขาน้ำแข็ง และความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้
แม้รัฐจะได้ทองคำคืนมามูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท (ซึ่งเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดจากเดิมที่มีมูลค่าราว 600 ล้านบาทเมื่อ 10 ปีก่อน) แต่หากกางตัวเลขความเสียหายในคดีหลักจะพบว่า รัฐสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 4,300 ล้านบาทจากการคืนภาษีโดยมิชอบ
นี่คือความจริงที่น่าตกใจ: ส่วนต่างกว่า 3,000 ล้านบาทที่หายไป คือโอกาสที่สูญเสียไปของประเทศ และที่น่ากังวลกว่านั้นคือ "สิ่งที่มองไม่เห็น" ยังมีคดีในลักษณะนี้อีกกี่กรณีที่ยังไม่ถูกตรวจสอบ? กลโกงที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
2. ผลกระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันของภาคเอกชน
การทุจริตในระบบภาษีไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนโกงเพียงไม่กี่กลุ่ม แต่คือการทำลาย "ความเป็นธรรม" ในตลาดธุรกิจโดยตรง เมื่อธุรกิจบางกลุ่มสามารถดึงเม็ดเงินภาษีกลับมาเป็นกำไรโดยมิชอบ พวกเขาจะมีเงินทุนหมุนเวียนที่มากกว่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาอย่างมหาศาล ช่องว่างด้านศักยภาพการแข่งขันจึงไม่ได้มาจากความสามารถหรือประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ หากแต่มาจาก “แต้มต่อที่ผิดกฎหมาย” ที่ระบบเปิดช่องให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ
พร้อมกันนั้น ข้อมูลการส่งออกและธุรกรรมที่ถูกบิดเบือนเพื่อใช้เป็นฐานในการโกงภาษี ยังทำให้ตัวเลขสถิติเศรษฐกิจของประเทศคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงอย่างมีนัยสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องจึงมีโอกาสผิดทิศผิดเป้า ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการกระตุ้น การช่วยเหลือภาคธุรกิจ หรือการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของประเทศ เมื่อข้อมูลต้นน้ำถูกทำให้ผิดเพี้ยน การกำหนดนโยบายปลายน้ำก็ย่อมเสี่ยงต่อความล้มเหลว ส่งผลซ้ำเติมต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตในระยะยาว
3. การเสียภาษีคือ "การร่วมลงทุน" เพื่ออนาคตของภาคธุรกิจ
สำหรับภาคเอกชน ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อการเสียภาษี จากเดิมที่มองว่าเป็น “ภาระที่ต้องจ่ายให้รัฐ” ให้กลายเป็น “การร่วมลงทุนระยะยาว” กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อเราจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง เราไม่ได้แค่รักษากติกา แต่กำลังใส่เงินทุนก้อนหนึ่งเข้าไปในระบบนิเวศธุรกิจเดียวกัน ที่ตัวเราเองก็ต้องใช้และแข่งขันอยู่ทุกวัน
นั่นหมายความว่า ทุกบาทที่หายไปกับการทุจริตภาษี ไม่ได้ทำให้ “รัฐ” เสียประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แต่คือการทำให้งบประมาณในการพัฒนาประเทศทั้งระบบหายไปด้วย เมื่อภาคเอกชนเสียภาษีอย่างถูกต้องและโปร่งใส เม็ดเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปพัฒนา ไม่ว่าจะเป็น "โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์" เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและการทำธุรกิจมหาวิทยาลัยที่ควร "ผลิตคนเก่ง" ได้มากขึ้นทำได้ "น้อยลง" ระบบยุติธรรมที่ควรคุ้มครองผู้ประกอบการอย่างเท่าเทียมก็ "อ่อนแอลง" ในท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงทางธุรกิจที่มากขึ้น ก็คือภาคเอกชนเอง วันนี้เรายอมรับการทุจริตเพียงเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น เรากำลังทำลาย "ตลาด" ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยในอนาคต
"วันนี้เรายอมรับการทุจริตเพียงเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น เรากำลังทำลาย "ตลาด" ที่เราต้องพึ่งพาอาศัยในอนาคต"
บทสรุป: ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย" และทางออกของไทย
การเรียกคืนทองคำ 1,500 ล้านบาทในวันนี้ เป็นเพียงการเยียวยาบาดแผลที่ผิวหนัง ของประเทศไทยในฐานะ "คนป่วยแห่งเอเชีย" แต่หาวิเคราะห์ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นนี้ คือหนึ่งใน "อาการป่วยเรื้อรัง" ที่เกิดจากกับดักเชิงโครงสร้างของประเทศไทย
ตราบใดที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อ "การแข่งขันที่เป็นธรรม" ประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วย เพราะแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมจะถูกแทนที่ด้วย "การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ" ซึ่งเป็นพฤติกรรมของบุคคลหรือองค์กรที่พยายามเพิ่มความมั่งคั่งของตนเอง โดยการบิดเบือนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจหรือกฎระเบียบต่างๆ เมื่อผู้เล่นที่โกงมีแต้มต่อเหนือผู้เล่นที่เก่ง สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนไม่มีนักลงทุนรายใหม่ที่เปี่ยมศักยภาพอยากเข้ามาในสนามนี้
ทองคำมูลค่า 1,500 ล้านบาทที่กลับคืนสู่คลังหลวงจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือการผ่าตัดโครงสร้างเพื่อสร้างระบบที่ "โปร่งใสจนโกงไม่ได้" และ "ยุติธรรมจนทุกคนอยากแข่งขันด้วยความสามารถ" เพื่อรักษาอาการป่วยและพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักนี้ไปได้อย่างสง่างามในเวทีโลก
