
เช็คลิสต์ สินค้าถูกเก็บภาษีเพิ่ม — ได้รับยกเว้น หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า 15% ทั่วโลก
23 กุมภาพันธ์ 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
วอชิงตัน, 20–21 กุมภาพันธ์ 2569 — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามประกาศพิเศษของประธานาธิบดี สั่งเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 มีผลบังคับใช้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 และสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 รวม 150 วัน
ทว่าในวันถัดมา คือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์ประกาศปรับเพิ่มอัตราภาษีดังกล่าวจาก 10% เป็น 15% หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีชุดก่อนหน้าที่อาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเป็นฐานอำนาจ โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อคำวินิจฉัยดังกล่าวอย่างเปิดเผย และสั่งใช้อำนาจตามมาตรา 122 เก็บภาษีเพิ่มเติมทันที ซึ่งอัตรา 15% นี้ยังอยู่ในกรอบสูงสุดที่กฎหมายมาตรา 122 อนุญาตไว้พอดี
เหตุผลที่เก็บภาษี: สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตดุลการชำระเงินขั้นรุนแรง
ทรัมป์และที่ปรึกษาระดับสูงอ้างตัวเลขเศรษฐกิจหลายชุดเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้
ขาดดุลการค้าพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ — สหรัฐฯ ขาดดุลสินค้านำเข้า-ส่งออกสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 และยังคงอยู่ในระดับเดิมในปี 2568 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ที่สุดในรอบ 16 ปี — ในปี 2567 สหรัฐฯ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 4.0% ของ GDP เกือบเป็น 2 เท่าของช่วงปี 2556–2562 ที่อยู่ราว 2.0% และถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551
รายได้จากการลงทุนต่างประเทศติดลบครั้งแรกในรอบ 60 ปี — ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยได้รับรายได้สุทธิจากการลงทุนในต่างประเทศมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2503 แต่ในปี 2567 ตัวเลขนี้กลับติดลบเป็นครั้งแรก ทำให้หมดแรงประคองดุลบัญชีเดินสะพัด
ฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิดิ่งลึก — ณ สิ้นปี 2567 สหรัฐฯ มีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิติดลบ 90% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยติดลบ 41% ในช่วงปี 2553–2563 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในฐานะที่ย่ำแย่ที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
สินค้าที่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม
ภาษีใหม่นี้ครอบคลุมสินค้านำเข้าทุกประเภทจากทุกประเทศทั่วโลก ยกเว้น รายการที่ระบุไว้ข้างล่าง โดยภาษีดังกล่าวจะเป็น ภาษีเพิ่มเติม บนยอดภาษีปกติที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างสินค้าที่ถูกเก็บ เช่น เครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น
สินค้าที่ได้รับการยกเว้น ไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม
ประกาศฉบับนี้ยกเว้นสินค้าหลายหมวดใหญ่ โดยให้เหตุผลว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดังนี้
- แร่ธาตุและพลังงาน — แร่ธาตุวิกฤต (Critical Minerals) โลหะที่ใช้ทำเหรียญกษาปณ์และทองคำแท่ง พลังงานและผลิตภัณฑ์พลังงานทุกประเภท รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและปุ๋ยที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่เพียงพอ
- สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท — เช่น เนื้อวัว มะเขือเทศ และส้ม
- ยาและเวชภัณฑ์ — ยารักษาโรคและวัตถุดิบยาทุกชนิด
- อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท — อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดไว้ในภาคผนวก
- ยานยนต์และชิ้นส่วน — รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุกเบา รถบรรทุกหนัก รถบัส และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
- ผลิตภัณฑ์อากาศยาน — ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบิน
- สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 อยู่แล้ว — สินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 เช่น เหล็กและอลูมิเนียม จะไม่ถูกเก็บซ้ำซ้อน
- สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกภายใต้ USMCA — สินค้าที่ผ่านเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีตามความตกลง USMCA จะยังคงได้รับการยกเว้น
- สินค้าสิ่งทอจากกลุ่ม CAFTA-DR — สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว ที่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นอยู่แล้ว
- สิ่งพิมพ์ ของบริจาค และสัมภาระติดตัว — ไม่รวมอยู่ในการเก็บภาษี
จุดเปลี่ยน: ศาลฎีกาขัดขวาง — ทรัมป์เพิ่มภาษีเป็น 15% ทันที
เหตุการณ์สำคัญที่พลิกสถานการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีชุดก่อนหน้าของทรัมป์ที่อาศัย กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นฐานอำนาจ คำวินิจฉัยดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการตีกรอบจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อกำหนดนโยบายการค้าฝ่ายเดียว
ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย และตอบโต้ทันทีด้วยการประกาศ ปรับเพิ่มอัตราภาษีจาก 10% เป็น 15% โดยยังคงอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษีชั่วคราวได้สูงสุดไม่เกิน 15% อัตรา 15% จึงเป็นเพดานสูงสุดที่กฎหมายฉบับนี้อนุญาตพอดี
ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ในด้านของสหรัฐฯ เอง รัฐบาลหวังว่าภาษีนี้จะช่วยลดการขาดดุลการค้า กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผลิตในประเทศมากขึ้น และเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเตือนว่าอาจเกิดภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งผู้บริโภคชาวอเมริกันอาจเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ในท้ายที่สุด
สำหรับผลต่อประเทศคู่ค้า ทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ เว้นแต่สินค้าในหมวดยกเว้น โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปตลาดสหรัฐฯ ขณะที่แคนาดาและเม็กซิโกได้รับการยกเว้นในส่วนของสินค้าที่อยู่ภายใต้ USMCA ซึ่งบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน
กรอบเวลาและอำนาจการบริหาร
ภาษีดังกล่าวจะมีผล 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 00:01 น. ตามเวลาชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ และสิ้นสุดวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เว้นแต่รัฐสภาจะลงมติขยายเวลา ส่วนสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งและเข้าสู่สหรัฐฯ ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จะได้รับการยกเว้น
ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้รับมอบหมายให้ติดตามผลและรายงานต่อประธานาธิบดีหากมีสถานการณ์ที่ควรปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกมาตรการก่อนกำหนด ขณะที่กรมศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP) มีอำนาจบริหารจัดการการเก็บภาษีดังกล่าว
