วิกฤตธุรกิจเต็นท์รถมือสองในประเทศไทย: ยอดขายลด ราคาร่วง และการปิดกิจการ

วิกฤตธุรกิจเต็นท์รถมือสองในประเทศไทย: ยอดขายลด ราคาร่วง และการปิดกิจการ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • เต็นท์รถมือสองปิดกิจการกว่า 1,000 แห่งใน 2 ปี นับเป็นวิกฤตหนักสุดในรอบ 7 ปี จากยอดขายและสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง

  • กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง-หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้การตัดสินใจซื้อรถยนต์ชะลอตัว ส่งผลให้ตลาดรถมือสองซบเซา

  • SMEs เผชิญปัญหาสภาพคล่องรุนแรง สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน

ธุรกิจเต็นท์รถมือสองไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตหนักสุดในรอบ 7 ปี ด้วยการปิดกิจการกว่า 1,000 แห่งใน 2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายและสินเชื่อหดตัวต่อเนื่องถึงปีที่ 3 สะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลงและภาระหนี้สูงขึ้น สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพคล่องอย่างรุนแรง และเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน

ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีเต็นท์รถต้องปิดกิจการหรือล้มละลายไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และถือเป็นจำนวนสูงสุดในรอบ 7 ปี สะท้อนให้เห็นถึงภาวะซบเซาของตลาดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นปีที่ซบเซาที่สุดในรอบ 5 ปี ปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และภาระหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายและชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสอง แม้จะมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าก็ตาม

ผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดนี้ส่งตรงถึงผู้ประกอบการ SMEs ในธุรกิจเต็นท์รถมือสองอย่างรุนแรง การที่ยอดขายตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องทำให้ขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอต่อการรักษากิจการ และสุดท้ายต้องเผชิญกับการปิดตัวลง สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและไม่แน่นอน เมื่อผู้บริโภคมีรายได้ลดลงและติดกับดักหนี้สิน การซื้อสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอย่างรถยนต์จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากขึ้นมาก เต็นท์รถมือสองจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับหลายๆ คนในสภาวะปัจจุบัน ทำให้การแข่งขันยิ่งทวีความรุนแรงและโอกาสในการรอดของ SMEs ก็ยิ่งลดน้อยลง

ภาพรวมของตลาดสินเชื่อยานยนต์ก็สะท้อนสัญญาณเตือนนี้เช่นกัน โดย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดการณ์มูลค่าตลาดสินเชื่อใหม่ยานยนต์ในไทยปี 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 377,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 5% แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์โดยรวม ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่หรือรถมือสอง กำลังอยู่ในช่วงขาลง การหดตัวของทั้งยอดขาย สินเชื่อ และซัพพลายในตลาดรถยนต์มือสองเข้าสู่ปีที่ 3 ติดต่อกัน ยิ่งเป็นการยืนยันว่าธุรกิจนี้ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากในอนาคตอันใกล้ และผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วนเพื่อความอยู่รอด