เยาวชนไทย แพ้เยาวชนเวียดนาม แบบเกือบหมดทางสู้ในด้านการพัฒนาประเทศ

เยาวชนไทย แพ้เยาวชนเวียดนาม แบบเกือบหมดทางสู้ในด้านการพัฒนาประเทศ

Business Leader / Education Editor

ดร.เอ้ สุชัชวีร์ เคยตั้งข้อสังเกตไว้อย่างเฉียบคมถึง “สูตรลับ” ที่ขับเคลื่อนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศดาวรุ่งแห่งเอเชีย ซึ่งวันนี้ Business Leader ขอนำมาวิเคราะห์ต่อยอด เพื่อสะท้อนบทเรียนสำคัญกลับสู่การพัฒนาคนไทยในยุคแข่งขันสูง โดยมีเนื้อหาดังนี้

 

เวียดนาม ประเทศสังคมนิยม เคยทำสงครามกับสหรัฐ วันนี้ เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐ และ กำลังก้าวขึ้นเป็น "จีน 2"  ในเอเชีย

...ทำไมเวียดนาม ถึงก้าวกระโดด? (ข้ามประเทศไทย) เพราะเขามีปัจจัยหลัก ดังนี้

1. มีปริมาณ "กำลังคน" ประชากรมีมากกว่าไทย มีคน 100 ล้าน และ ไม่ใช่แค่คนระดับใช้แรงงานเท่านั้น  แต่ยังมีคนระดับชั้นมันสมองเพิ่มมากขึ้น จากการพัฒนาการศึกษา "เชิงคุณภาพ" ต่อเนื่อง อย่างจริงจัง ขณะที่ไทย...สาละวันเตี้ยลง ต่ำลง

ลองพิสูจน์จากเด็กเวียดนาม ที่ได้รับทุน (ของไทย) มาเรียนปริญญาโท-เอก ที่คณะวิศวะลาดกระบัง  ทุกคนทั้งเก่งคณิตศาสตร์ (มากกว่าเด็กไทย) ภาษาอังกฤษก็เข้มแข็งกว่า และ ยังขยันสุดๆ น่ากลัวมาก  อาจารย์ไทยชอบมาก เพราะทำงานวิจัยได้ยอด รับผิดชอบสูง น่าประทับใจ

นี่แค่ เด็กเวียดนามระดับกลางๆ เพราะระดับตัวท๊อป จะไปเรียนต่อที่อเมริกา ซึ่งวันนี้ มีมากกว่า 24,000 คน!!! ซี่งเน้นด้านวิศวกรรมศานตร์ วิทยาศาสตร์  และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่มีเด็กไทยเรียนอยู่ในอเมริกาเพียง 6,000 คน น้อยกว่าเวียดนาม 4 เท่า!!!!

หมายความว่า  เวียดนามกำลังมี "คนระดับมันสมอง" โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งคือ รากฐานของการยกระดับประเทศ มากกว่าไทย (หลายเท่า)

2. มีเงิน มีงบประมาณ เพราะเศรษฐกิจเวียดนาม ในปีที่ผ่านมา เติบโตที่สุดของโลก! ขณะที่ประเทศอื่น รวมทั้งไทย ติดลบ! และ เพียงแค่ครึ่งปีที่แล้วนี้ โตไปมากกว่า 5% แล้ว และจะร้อนแรงยิ่งขึ้น...

เพราะเกิดการลงทุน จากต่างประเทศมหาศาล (มากกว่าลงทุนในไทยไปนานหลายปีแล้ว) เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก มีบริษัทเกาหลี มาลงทุน 4,000 กว่าบริษัท ขณะที่มาไทยเพียง 400 บริษัท และ มีบริษัทชั้นนำของโลกทุกแขนง  กำลังมุ่งสู่เวียดนาม

ทำให้เกิดการส่งออกสินค้า มูลค่าเพิ่มมหาศาล ซึ่งตอนนี้เวียดนามส่งออกมากกว่าไทยไปแล้วครับ และ กำลังจะทิ้งห่างไปเรื่อยๆ หากเราไม่คิดสู้!

3. มีความรักชาติ เป็นชาตินิยมสูง ถือเป็นจุดแข็งของเวียดนาม เด็กเวียดนามทุกคนเรียนรู้ "ประวัติศาสตร์ชาติ" รู้จัก "การต่อสู้ของลุงโฮ" ท่านโฮจิมินด์ บิดาของชาติ รู้เรื่องราว การต่อสู้ ด้วยความทรหด อดทน ไม่ยอมแพ้ ให้ทั้งชีวิตเพื่อสร้างชาติ

(ส่วนเยาวชนไทยจำนวนไม่น้อย ถูกอาจมในมหาลัย ปลูกฝังความรู้สึกชังชาติ มีการยกเลิกการเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทย ฯลฯ อนาคตมีแต่ จะพาชาติตกต่ำ)

เวียดนาม ปลูกฝังค่านิยม การรักการอ่าน การขยันเรียนแบบสุดๆ โรงเรียนในเวียดนาม แม้ไม่ใหญ่ ไม่สวย เหมือนโรงเรียนไทย แต่คุณภาพไม่แพ้ใครในโลก ลองดูคะแนนมาตรฐาน PISA Score เด็กเวียดนามทำได้คะแนนสูงสุดในอาเซียน เกือบเท่าเด็กสิงคโปร์!

คนอเมริกัน เชื้อสายเวียดนามในสหรัฐ ก็เรียนเก่ง (ที่ MIT ก็มีเด็กอเมริกันเวียดนามเยอะมาก) ประสบความสำเร็จสูงมาก แม้แต่คุณหมอ พญ. ดร. พริสซิลลา ชาน ภรรยาคนสวยของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค ผู้ก่อตั้งเฟชบุ๊ค ก็เป็นคนเชื้อสายเวียดนาม คนเหล่านี้ยังสนับสนุนประเทศเวียดนามทุกรูปแบบ เต็มที่

ไม่อยากให้คนไทยมองข้ามเรื่องนี้ รุ่นพ่อแม่เราเกิดมา ก็ไม่แพ้เกาหลี วันนี้เกาหลีเป็นประเทศชั้นนำของโลกไปแล้ว พวกเราหลายคนเกิดมาก็ไม่แพ้สิงคโปร์  ไม่แพ้มาเลเซีย  แต่ วันนี้เขากระโดดไปไกลแล้ว

และวันนี้ พวกเราหลายคนยอมรับว่า "ทำใจไม่ได้" ที่เรากำลังเป็นรองเวียดนาม

แม้เราไม่ได้อิจฉาเวียดนาม และ ก็ไม่ได้ชื่นชมว่า เวียดนามจะดีเก่งกว่าไทยไปซะทุกเรื่อง เพียงแต่อยากให้ คนไทยเรียนรู้ข้อเท็จจริง เพื่อนำมาวางแผนสู้ พัฒนาชาติไทย ต้องไม่ยอมแพ้!!!

ปกติ #คนไทยไม่แพ้ใครในโลก และ # ถ้าจะทำ ก็ทำได้

ศ.ดร. สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ 

ผ่านมา 2 ปีสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างไร


ต้องยอมรับว่า เวียดนามคือ “ผู้เล่นมากฝีมือ” บนเวทีโลกที่น่าจับตาที่สุดในยุคนี้ จากอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ที่เคยทำสงครามกับสหรัฐฯ วันนี้เวียดนามกลับกลายเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นกับทั้งสหรัฐฯ และจีน-สองยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจโลกที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในสงครามการค้า

เวียดนามเดินเกมการทูตอย่างแยบยลในแบบ “ไผ่ลู่ลม” (Bamboo Diplomacy) สามารถรักษาสมดุลระหว่างสองขั้วอำนาจได้อย่างชาญฉลาด ขณะที่สหรัฐฯ มองหาเพื่อนร่วมถ่วงดุลจีนในภูมิภาค เวียดนามก็เปิดรับความร่วมมือทั้งด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า ยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม” ในปี 2023 พร้อมเปิดประตูต้อนรับการลงทุนจากบริษัทระดับโลกที่ต้องการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

ในขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงรักษาความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับจีนอย่างรอบคอบ เพราะจีนไม่เพียงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง แต่ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบและเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเวียดนาม นอกจากนี้ เวียดนามยังต้องอาศัยจีนในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ทะเลจีนใต้ ที่เวียดนามยังไม่มั่นใจว่าสหรัฐฯ จะช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใดหากเกิดความขัดแย้งทางทหาร

ผลจากการเดินเกมสองขั้วนี้ เวียดนามจึงกลายเป็น “ผู้ชนะ” จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน บริษัทข้ามชาติแห่ย้ายฐานผลิตมายังเวียดนาม ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 8% และมูลค่าส่งออกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เวียดนามก็ระวังตัวไม่ให้เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป โดยยึดหลัก “ปฏิเสธสามประการ” คือ ไม่เป็นพันธมิตรทางทหารกับชาติใด ไม่ให้กองทัพต่างชาติประจำการในประเทศ และไม่ร่วมมือกับชาติหนึ่งเพื่อต่อต้านอีกชาติหนึ่ง

เวียดนามจึงเป็นตัวอย่างของประเทศขนาดกลางที่บริหารความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจได้อย่างมีชั้นเชิง สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนขั้วอย่างรวดเร็ว

จีนและเวียดนาม เพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ จีนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยสินค้าหลากหลายประเภทไหลเวียนระหว่างสองประเทศ ตั้งแต่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักร ไปจนถึงสินค้าเกษตรและวัตถุดิบสำหรับการผลิต ในขณะเดียวกัน เวียดนามก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของจีนในภูมิภาคอาเซียน

ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อขายสินค้า แต่ยังรวมถึงการลงทุนและการเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการย้ายฐานการผลิต ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนของจีนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

ปัจจัยหลักที่ทำให้เวียดนามก้าวกระโดด

1. กำลังคนและคุณภาพการศึกษา

  • เวียดนามมีประชากรเกิน 100 ล้านคน ซึ่งมากกว่าไทย และมีแรงงานทั้งในระดับใช้แรงงานและระดับมันสมอง
  • การปฏิรูปการศึกษาของเวียดนามต่อเนื่องจริงจัง เน้นคุณภาพและการสร้างคนเก่งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์
  • เด็กเวียดนามมีผลคะแนนสอบมาตรฐานสากล (PISA) สูงสุดในอาเซียน ใกล้เคียงสิงคโปร์ และเหนือกว่าไทยอย่างชัดเจน
  • ระบบการสอนของเวียดนามเน้นประสิทธิภาพ ครูได้รับการฝึกอบรมและประเมินผลจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
  • มีนักศึกษาเวียดนามไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ ด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจำนวนมาก สะท้อนถึงการสร้าง “คนมันสมอง” ที่เป็นฐานรากของการพัฒนาประเทศ

2. เศรษฐกิจเติบโตและการลงทุนจากต่างประเทศ

  • เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง แม้ในปี 2023 เศรษฐกิจโลกจะผันผวน เวียดนามยังโตได้ 5% และในปี 2024 โตถึง 6.7%
  • โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิต ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ของโลก
  • เวียดนามได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มหาศาล โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Nvidia, Microsoft, Marvell และบริษัทเกาหลี ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ
  • การส่งออกของเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว สินค้าหลักคืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร เสื้อผ้า และอาหารทะเล โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกใหญ่สุด
  • รายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นจากไม่ถึง $700 ในปี 1986 เป็นเกือบ $4,500 ในปี 2023

3. ความรักชาติและชาตินิยม

  • เวียดนามปลูกฝังความรักชาติและประวัติศาสตร์ชาติอย่างเข้มข้นในระบบการศึกษา
  • ค่านิยม “รักการอ่าน ขยันเรียน” ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้เยาวชนมีแรงขับเคลื่อนและความมุ่งมั่นสูง
  • ความรักชาติเป็นแกนกลางของอุดมการณ์และการดำเนินชีวิตของชาวเวียดนาม เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศ

4. ความสัมพันธ์เวียดนาม-สหรัฐฯ: จากศัตรูสู่พันธมิตรยุทธศาสตร์

  • เวียดนามและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 30 ปีในปี 2025 และได้ยกระดับเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) ในปี 2023
  • ความร่วมมือครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษา
  • สหรัฐฯ ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน ขณะที่เวียดนามต้องการยกระดับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ
  • ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้เวียดนามได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเงินทุน พร้อมทั้งเปิดตลาดสหรัฐฯ ให้กับสินค้าเวียดนามมากขึ้น

5. ประเด็นความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างจีนและเวียดนาม

  • จีนและเวียดนามมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในฐานะ “เพื่อนบ้านสังคมนิยม” ที่มีอุดมการณ์และระบอบการเมืองคล้ายคลึงกัน ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐบาลและสถาบันทางการเมือง โดยล่าสุดได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” บนพื้นฐานของความไว้วางใจทางการเมืองที่แข็งแกร่ง.
  • ผู้นำทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างสม่ำเสมอ และมีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือระดับสูงในด้านการทูต ความมั่นคง การป้องกันประเทศ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง.
  • จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และเวียดนามเป็นคู่ค้าใหญ่ที่สุดของจีนในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 11.5 เท่าในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา (ปี 2023 มูลค่ากว่า 230,000 ล้านดอลลาร์).
  • จีนยังเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในเวียดนาม โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟข้ามพรมแดน และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ.
  • ทั้งสองประเทศร่วมมือกันในโครงการเศรษฐกิจสำคัญ เช่น “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) และ “สองระเบียงเศรษฐกิจและหนึ่งวงกลมเศรษฐกิจ” เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค.

ยอดการส่งออกระหว่างประเทศ