
เมื่อ EU “เลื่อน” EUDR: ผู้ส่งออกยางไทยได้เวลาหายใจ แต่เกมความโปร่งใสยังเดินต่อ
23 ธันวาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สหภาพยุโรป (EU) ได้อนุมัติการเลื่อนบังคับใช้กฎหมายควบคุมสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ออกไปอีกหนึ่งปีสำหรับธุรกิจทุกขนาด โดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางจะต้องเริ่มปฏิบัติตามภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ส่วนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้รับการผ่อนผันจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2571 การตัดสินใจครั้งนี้แม้จะช่วยยืดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการไทยมีเวลาปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นดาบสองคมที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ว่าอาจทำให้คู่แข่งสำคัญในตลาดโลกอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งมีความเสี่ยงด้านการทำลายป่าสูงกว่าไทย มีโอกาสเร่งพัฒนามาตรฐานและลดช่องว่างด้านความได้เปรียบของไทยในเรื่องความเสี่ยงการทำลายป่าที่ต่ำกว่าได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยางพาราชั้นนำของไทยต่างมองสถานการณ์นี้ด้วยมุมมองที่แตกต่างกันออกไป โดยบางรายเตรียมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอุปสงค์ยางยั่งยืน ขณะที่บางรายยืนยันไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าว เนื่องจากได้วางแผนการดำเนินงานไว้อย่างรัดกุมอยู่แล้ว
ภายใต้กฎหมาย EUDR สินค้าเกษตรที่จะส่งออกไปยังสหภาพยุโรปทุกชนิด รวมถึงยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง จะต้องได้รับการรับรองว่า "ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า 100%" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทยต้องเร่งพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลและเอกสารให้มีความชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน การเลื่อนบังคับใช้ครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างความแข็งแกร่งด้านความยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER แม้จะระบุว่าการเลื่อนบังคับใช้ EUDR ไม่มีผลกระทบต่อเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปีนี้ เนื่องจากไม่ได้รวม "EUDR Premium" ในการประมาณการตั้งแต่แรก และมองว่าเป็นเพียง "ของขวัญที่ไม่ได้คาดหวัง" แต่ก็สะท้อนถึงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานที่เข้มงวด ขณะที่ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH กลับมองเห็นโอกาสทอง โดยคาดการณ์ว่ารายได้ในปี 2568 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ทะลุ 20,000 ล้านบาท จากปริมาณขายยางแท่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการของตลาดยุโรปที่มองหายางพาราที่สอดคล้องกับระเบียบ EUDR ส่งผลให้ราคายางปรับตัวดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงผลงานที่ดีจากความได้เปรียบในการผลิตยางที่ได้มาตรฐาน
แม้จะมีโอกาสจาก EUDR ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิด "EUDR Premium" สำหรับผลิตภัณฑ์ยางที่ผ่านเกณฑ์ แต่ความท้าทายหลักยังคงอยู่ที่การพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยืนยันแหล่งที่มาของยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำจรดปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยไปจนถึงผู้ส่งออกรายใหญ่ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการเข้าถึงตลาด EU ในอนาคต อุตสาหกรรมยางรถยนต์ของไทยเองก็คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.2% ภายใต้ระเบียบโลกใหม่นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัว อย่างไรก็ตาม การปรับตัวไม่เพียงแต่เป็นการทำตามกฎระเบียบเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยางไทยสู่ระดับสากล สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ การลงทุนในการติดตามตรวจสอบแหล่งที่มา การรับรองมาตรฐาน และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน เพื่อรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ของยางพาราไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงและยั่งยืน
บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (Thai Eastern Group Holdings PCL หรือ TEGH) เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจยางธรรมชาติ ธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบ และธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งมีฐานการผลิตหลักอยู่ในจังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออกของประเทศไทย
เว็บไซต์บริษัท: thaieasterngroup.com
