
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs
10 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ราคาน้ำมันพุ่งสูงระดับ "Code RED" ราคาน้ำมันดิบทะลุ 110-115 ดอลลาร์/บาร์เรล และมีโอกาสแตะ 130 ดอลลาร์ หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
-
ปัจจัยกระตุ้น: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สร้างความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันขาดแคลน ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและแรงกดดันให้ดอกเบี้ยโลกอยู่ในระดับสูง
-
เงินบาทอ่อนค่า: แตะระดับ 32.18 บาท/ดอลลาร์ (ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน) และอาจอ่อนค่าไปถึง 33.00 บาท
-
ความเสี่ยง Stagflation: ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง อาจฉุด GDP ไทยปี 2569 ลดลง 0.3-0.8%
-
ภาระภาครัฐ: รัฐบาลอาจต้องกลับมาพยุงราคาน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังอย่างมหาศาล
วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ "Code RED" ดร.กอบศักดิ์เตือนภัยเงินเฟ้อโลกและดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่ เงินบาทอ่อนค่า แตะ 32.18 บาท/ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน SMEs ไทย ต้องเร่งปรับตัว รับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง ธุรกิจขนส่ง วัตถุดิบได้รับผลโดยตรง แม้ผู้ส่งออกอาจได้เปรียบจากค่าเงินอ่อน แต่ความผันผวนยังสูง แนะบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบเพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อราคาพุ่งทะลุ 110-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่ง ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้เตือนว่าเป็นระดับ "Code RED" ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นทั่วโลก ปัจจัยหลักมาจากการขยายวงของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน ขณะเดียวกัน เงินบาทไทยอ่อนค่าลงแตะ 32.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวิกฤตน้ำมันและการแข็งค่าของดอลลาร์ ทำให้ประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลักต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจโดยตรง
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs ที่จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หอการค้าไทยได้ออกมาเตือนให้ธุรกิจทุกขนาด รวมถึง SMEs เร่งบริหารจัดการต้นทุนเหล่านี้อย่างเข้มงวด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตที่พึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าจะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เงินบาทอ่อนค่าลง ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับ ผู้ประกอบการส่งออก ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่ก็ต้องพึงระลึกถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงควรกระจายความเสี่ยงและพิจารณาการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากค่าเงิน
SCB EIC-กสิกรไทย ชี้ราคาน้ำมันอาจพุ่ง 130 ดอลลาร์-บาทอ่อน 33 บาท
หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์ว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอ่อนค่าถึง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation และฉุด GDP ไทยปี 2569 ลดลงถึง 0.3-0.8% ภาครัฐอาจต้องแบกรับภาระพยุงราคาน้ำมันอีกครั้ง ซึ่งจะสร้างภาระคลังมหาศาล เพื่อให้ SMEs รับมือได้ ควรพิจารณาใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาพลังงาน และสำรวจตลาดใหม่ๆ ลดความเสี่ยงตลาดเดียว การปรับตัวและวางแผนรับมืออย่างรัดกุมเป็นกุญแจสำคัญสู่การอยู่รอดในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนสูงเช่นนี้
แนวทางลดต้นทุน–กระจายความเสี่ยงสำหรับ SMEs
ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ การวางแผนการลดการใช้พลังงานต่างๆ จะเป็นผลดีกับทังองค์กรและประเทศในระยะสั้น ทีมบรรณาธิการ The Business Leader ขอแนะนำแนวทางการลดต้นทุน–กระจายความเสี่ยงสำหรับ SMEs
1. บริหารการใช้พลังงานในองค์กร
-
ทำแผน “Quick win” ลดพลังงาน: ปรับเวลาการผลิตให้หลบช่วงพีค, ปรับอุณหภูมิแอร์, ปิดเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น, เช็ก maintenance เครื่องจักรให้กินไฟต่ำสุด
-
ใช้ WFH/Hybrid กับงานสำนักงาน ลดการเดินทางและการใช้พลังงานในออฟฟิศ ควบคู่มาตรการประหยัดในอาคาร เช่น ไฟส่องสว่างประหยัดพลังงาน
2. ปรับกระบวนการผลิตและโลจิสติกส์
-
ทบทวน layout และขั้นตอนการผลิตเพื่อลดรอบเดินเครื่อง ลดของเสีย และลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่เลือกใช้เมื่อพลังงานแพง
-
บริหารโลจิสติกส์ใหม่: รวมรอบขนส่ง, วางแผนเส้นทางให้สั้นลง, ใช้รถที่ประหยัดพลังงานหรือ EV เมื่อเหมาะสม ลดผลกระทบจากค่าน้ำมันผันผวน
3. ใช้พลังงานทดแทนเท่าที่ทำได้ (แม้เป็นก้าวเล็กๆ)
-
เริ่มต้นทดลอง Solar Rooftop ในส่วนที่คืนทุนเร็ว เช่น หลังคาโกดังหรือโรงงาน โดยใช้มาตรการภาครัฐที่สนับสนุนภาษี/ลดหย่อน เพื่อช่วยกดต้นทุนค่าไฟในระยะกลาง–ยาว
-
ใช้โซลูชันพลังงานจากผู้ให้บริการเอกชน เช่น โซลาร์แบบไม่ต้องลงทุนเอง จ่ายเป็นค่าไฟหน่วยละถูกลง ช่วยให้ SMEs ลดค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน
4. บริหารต้นทุน–ราคา–สัญญากับลูกค้า
-
ทบทวนโครงสร้างราคา แยก “ส่วนต้นทุนพลังงาน” ให้ชัดเจน เพื่อสื่อสารกับลูกค้า/คู่ค้าเรื่องการปรับราคาอย่างโปร่งใส และพิจารณาทำสัญญาที่มี fuel surcharge ในงานที่ใช้พลังงานสูง
-
เร่งล็อกต้นทุนบางส่วนล่วงหน้า เช่น เจรจากับซัพพลายเออร์พลังงานหรือขนส่งในรูปแบบสัญญาระยะสั้น 3–6 เดือน แทนการลอยตัวตามราคาตลาดเต็มที่
5. เงินทุนและสิทธิประโยชน์ที่ควรรีบใช้
-
ตรวจสอบโครงการสนับสนุนของรัฐและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเพื่อประสิทธิภาพพลังงาน สินเชื่อ Green Productivity หรือสิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและโซลาร์
-
ใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสอัปเกรดเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่กินไฟมาก ด้วยเครื่องรุ่นใหม่ประหยัดพลังงาน โดยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีและซอฟต์โลนมาช่วยลดภาระเงินสด






