
Overtourism ในยุโรปใต้: บทเรียนและโอกาสของการท่องเที่ยวไทย
17 มิถุนายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 กลุ่มผู้ประท้วงหลายพันคนได้รวมตัวกันในเมืองสำคัญทางตอนใต้ของยุโรป เช่น บาร์เซโลนา (สเปน), เวนิสและมิลาน (อิตาลี) และลิสบอน (โปรตุเกส) เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาการท่องเที่ยวที่มากเกินไป หรือที่เรียกว่า “overtourism” กิจกรรมประท้วงครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Southern Europe against Overtourism” โดยผู้เข้าร่วมต่างชูสโลแกนเช่น “Your vacations, my suffering” และ “mass tourism destroys the city” พร้อมใช้อาวุธสุดแปลกอย่าง “ปืนฉีดน้ำ” เพื่อดึงดูดความสนใจจากสื่อและสังคม
ผู้ประท้วงระบุว่า การท่องเที่ยวที่มากเกินไปส่งผลให้เกิดวิกฤติที่อยู่อาศัย ค่าเช่าบ้านพุ่งสูงขึ้น และชาวเมืองหลายคนถูกผลักออกจากย่านที่เคยอยู่อาศัย นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยร้านค้าดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยธุรกิจที่เน้นนักท่องเที่ยว เช่น ร้านของที่ระลึกและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ตัวอย่างเช่น ในบาร์เซโลนา ซึ่งมีประชากร 1.6 ล้านคน แต่มีนักท่องเที่ยวถึง 26 ล้านคนในปี 2567 ทำให้ 31% ของผู้อยู่อาศัยระบุว่าการท่องเที่ยวส่งผลเสียต่อเมือง
กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของประเทศใน Southern Europe (ยุโรปใต้) สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
-
กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปเหนือและสหราชอาณาจักร ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากประเทศในยุโรปเหนือ เช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักร กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสำคัญที่นิยมเดินทางมาพักร้อนในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน เพื่อสัมผัสอากาศอบอุ่นและชายหาดอันสวยงาม
-
กลุ่มนักท่องเที่ยวจากอเมริกาเหนือ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้มักเดินทางในช่วงวันหยุดฤดูร้อนหรือช่วงฤดูหนาว เพื่อหลีกหนีอากาศหนาวและสัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง
-
กลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชีย ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะยังมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือ แต่ก็มีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคต
สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับเมืองท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่น แม้ว่าจะยังไม่มีกระแสการประท้วง “การท่องเที่ยวที่มากเกินไป” (overtourism) อย่างชัดเจนเหมือนในยุโรป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีให้เห็นอย่างเด่นชัดในหลายพื้นที่ เช่น
-
ราคาที่อยู่อาศัยและห้องพักพุ่งสูงขึ้น
การขยายตัวของแพลตฟอร์มที่พักระยะสั้นอย่าง Airbnb หรือ การเปิดห้องพักให้เช่าแบบผิดกฎหมาย ทำให้ราคาค่าเช่าบ้านและห้องพักในย่านท่องเที่ยวปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชาวเมืองหลายคนไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายเหมือนเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ยอดนิยมอย่างภูเก็ตและพัทยา
-
ราคาอาหารและค่าครองชีพในย่านท่องเที่ยวสูงขึ้น
ร้านอาหารและร้านค้าในย่านท่องเที่ยวปรับราคาสูงขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้คนในพื้นที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น
-
ปัญหาความแออัดและโครงสร้างพื้นฐาน
การจราจรติดขัด ช่วงฤดูท่องเที่ยวสูง และการใช้บริการขนส่งสาธารณะที่แออัดมากเป็นพิเศษในช่วงวันหยุดหรือเทศกาลสำคัญแม้กรุงเทพมหานครจะยังไม่ประสบปัญหาการท่องเที่ยวที่มากเกินไปในระดับเดียวกับเมืองเล็ก ๆ ของยุโรป แต่ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ก็เกินระดับที่เหมาะสมได้เช่นกัน ปัญหาจึงอยู่ที่ “จำนวน” ไม่ใช่แค่ “ปริมาณ” แต่ยังรวมถึง “การกระจายตัว” ของนักท่องเที่ยวด้วย
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยควรติดตามกระแส overtourism อย่างใกล้ชิด ศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศ และนำมาปรับใช้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกระจายตัวไปยังเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งที่รองรับนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
การเตรียมพร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบจะช่วยให้ไทยสามารถใช้โอกาสจากกระแสการท่องเที่ยวโลกได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังป้องกันและลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในเมืองท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทย
-
โอกาสในการเป็นทางเลือกใหม่: การประท้วงในยุโรปใต้ทำให้หลายเมืองเริ่มใช้มาตรการจำกัดนักท่องเที่ยวและเพิ่มข้อจำกัดด้านที่พัก เช่น จำกัดการให้เช่าบ้านผ่าน Airbnb ซึ่งอาจทำให้บางกลุ่มนักท่องเที่ยวมองหาปลายทางใหม่ที่เปิดกว้างและเป็นมิตรมากกว่า ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไทยมีมาตรฐานการบริการที่สูงและมีจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย
-
กระแสการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน: การประท้วงครั้งนี้ตอกย้ำความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก ประเทศไทยจึงมีโอกาสนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เน้นชุมชน วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน
-
กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง: ไทยกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อลดความแออัดในจุดหมายปลายทางหลัก เช่น พัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย มาตรการนี้จะช่วยกระจายรายได้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
คำแนะนำต่อผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม (Niche Product Development)
ก้าวข้ามโมเดล "ทะเล หาดทราย และแสงแดด" (sea, sand and sun) ไปสู่การพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูงและผลกระทบต่ำ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism), การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (eco-tourism) และ ตลาดนักท่องเที่ยวระดับหรู (Luxury Segment)
การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (Wellness & Medical Tourism): ใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านการดูแลสุขภาพ (เคยได้รับการจัดอันดับที่ 6 ของโลกในดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลกก่อนยุคโควิด) 22 ข้อเสนอเชิงรูปธรรมคือการสร้าง "ระเบียงเศรษฐกิจเวลเนส" (Wellness Corridor) ที่เชื่อมโยงโรงพยาบาลชั้นนำกับรีสอร์ทเพื่อสุขภาพ, พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น "Tourapy" (ทัวร์ที่นำโดยนักจิตวิทยา) และสร้างแพลตฟอร์มสำหรับเรียกใช้บริการนักนวดบำบัดที่ผ่านการรับรองตามความต้องการ 23
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ผจญภัย และจิตวิญญาณ (Eco-Adventure & Spiritual Tourism): ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่กำลังเติบโตในด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการเดินทางเพื่อค้นหาความสงบภายใน 25 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและทำตลาดกิจกรรมที่มีผลกระทบต่ำ เช่น การเดินป่า, การดำน้ำ และโปรแกรมปฏิบัติธรรมในชุมชน โดยต้องมั่นใจว่ากิจกรรมเหล่านี้ได้รับการรับรองภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ
ตลาดนักท่องเที่ยวระดับหรู (Luxury Segment): การดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความมั่งคั่งสูงต้องการมากกว่าโรงแรม 5 ดาว มันต้องการประสบการณ์ที่ราบรื่น เป็นส่วนตัว และปลอดภัยสูงสุด ซึ่งหมายถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบินส่วนตัว, บริการคอนเซียร์จระดับหรู และการรับประกันความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยขั้นสูงสุด ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกลับไปสู่การแก้ไขปัญหาการรับรู้ด้านความปลอดภัยที่เป็นรากฐานสำคัญ ยุโรป,ปืนฉีดน้ำ,การประท้วง,Sustainability,overtourism
วิกฤติ Overtourism ในยุโรปใต้
วิกฤติ Overtourism ในยุโรปใต้ ส่งผลให้เกิดการประท้วงจากประชาชนในเมืองสำคัญ เช่น บาร์เซโลนา เวนิส มิลาน และลิสบอน เนื่องจากปัญหาค่าเช่าที่พุ่งสูง ชาวเมืองถูกผลักออกจากย่านอยู่อาศัย และวิถีชีวิตท้องถิ่นถูกทำลายจากการขยายตัวของธุรกิจที่เน้นนักท่องเที่ยว สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่ประสบปัญหาขนาดเดียวกัน แต่เมืองท่องเที่ยวหลักและชุมชนท้องถิ่นก็เผชิญความท้าทายจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาค่าเช่าและค่าครองชีพสูงขึ้น ความแออัด และโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม วิกฤติในยุโรปยังเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวโลก โดยเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง และพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นิเวศ และหรูหรา เพื่อสร้างมูลค่าและลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยควรเรียนรู้จากบทเรียนของยุโรป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและใช้โอกาสจากกระแสการท่องเที่ยวโลกอย่างเต็มที่และยั่งยืนในระยะยาว
