สินเชื่อภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง 8 ไตรมาส สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว

สินเชื่อภาคเอกชนหดตัวต่อเนื่อง 8 ไตรมาส สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับช่วงทดสอบความอดทนครั้งสำคัญ เมื่อสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากว่า 2 ปีแล้ว ส่งผลให้เงินให้กู้ยืมภาคเอกชนลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่เงินให้กู้ยืมหดตัวติดต่อกัน 8 ไตรมาส นับตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงปัจจุบัน

ตามรายงานล่าสุดจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย เงินให้กู้ยืมคงค้างภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลง 0.45% ต่อเนื่องจากการลดลง 0.02% ในไตรมาสก่อนหน้า สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความยากลำบากในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19

ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังสูง คุณภาพหนี้ยังด้อยลง

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดมาจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีเงินให้กู้ยืมภาคเอกชนลดลง 2.24% แรงกดดันหลักเกิดจากนโยบายการให้สินเชื่อที่เข้มงวดของธนาคาร ซึ่งยังคงระมัดระวังเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกันและมาตรฐานการอนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อโดยรวมที่ยังไม่แสดงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน

สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 และยังคงดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า ยอดคงค้างสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในไตรมาสแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 548.1 พันล้านบาท ผลักดันสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเป็น 2.90%

ธุรกิจ SMEs เผชิญความท้าทายที่รุนแรงที่สุด

ภาคธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง (SMEs) กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เมื่อเงินให้กู้ยืมสำหรับกลุ่มนี้ลดลง 2.13% ต่อเนื่องจากการลดลง 3.04% ในไตรมาสก่อนหน้า ธุรกิจในหลายสาขาที่เป็นแกนหลักของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการขายส่ง-ขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ รวมถึงธุรกิจที่พักแรมและบริการอาหาร ต่างต้องเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือคุณภาพสินเชื่อของ SMEs ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 7.2% และหนี้จัดชั้นพิเศษ (SML) สูงถึง 13.4% เพิ่มขึ้นจาก 7.2% และ 11.8% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

สถานการณ์ของ SMEs มีแนวโน้มที่จะซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายเพิ่มเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจในห่วงโซ่การผลิตที่เชื่อมโยงกับตลาดส่งออก นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของสินค้านำเข้าจากประเทศที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักเนื่องจากนโยบายกีดกันการค้า อาจสร้างการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดภายในประเทศ

ธุรกิจใหญ่เข้าถึงแหล่งเงินทุนยังเติบโตได้   

ในขณะที่ SMEs ต่อสู้กับความยากลำบาก ธุรกิจขนาดใหญ่กลับแสดงภาพที่แตกต่างออกไป โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 1.72% เร่งขึ้นจาก 1.58% ในไตรมาสก่อนหน้า แรงขับเคลื่อนมาจากสาขาการเงินและการประกันภัย กิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่พักแรม-บริการอาหาร

ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการปรับตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ดีกว่า SMEs อย่างชัดเจน ธุรกิจขนาดใหญ่มีความแข็งแกร่งทางการเงินมากกว่า มีหลักประกันที่ดีกว่า และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหลากหลายช่องทางได้ง่ายกว่า

ครัวเรือนไทยยังติดภาระหนี้สูง แม้จะลดลงจากช่วงวิกฤต

สถานการณ์ของภาคครัวเรือนก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าที่ควร เมื่อเงินให้กู้ยืมลดลง 3.03% เทียบกับการลดลง 2.81% ในไตรมาสก่อนหน้า การลดลงนี้เกิดจากสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์-รถจักรยานยนต์และสินเชื่อบริโภคส่วนบุคคลที่ลดลงเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังของผู้บริโภคในการใช้จ่ายและการลงทุน

ภาระหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง แม้ว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 จะลดลงมาอยู่ที่ 88.4% จาก 91.3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงสูงกว่า 84.1% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นคือคุณภาพสินเชื่อครัวเรือนที่เริ่มแย่ลง โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ที่มีสัดส่วน NPL และ SML เพิ่มเป็น 3.3% และ 7.8% จาก 2.9% และ 6.9% ในปีก่อน ตามลำดับ

รายได้ธนาคารลดลงครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส

สถานการณ์การหดตัวของสินเชื่อเริ่มส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ เมื่อรายได้รวมในไตรมาสแรกของปี 2568 ลดลง 1.65% เทียบกับการเติบโต 6.69% ในไตรมาสก่อนหน้า นี่เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2564

สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิจากดอกเบี้ย (Net Interest Margin: NIM) ปรับลงเป็น 3.04% จาก 3.24% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 3.23% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน การลดลงของ NIM สะท้อนถึงความยากลำบากของธนาคารในการสร้างรายได้จากการปล่อยสินเชื่อ

สถาบันการเงินเฉพาะกิจยังคงเติบโตได้

ในภาพรวมที่ท้าทาย สถาบันการเงินเฉพาะกิจยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้ เมื่อเงินให้กู้ยืมภาคเอกชนขยายตัว 2.04% แม้จะชะลอจาก 2.21% ในไตรมาสก่อนหน้า การเติบโตนี้เกิดขึ้นแม้ว่าสินเชื่อครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วน 86.48% ของพอร์ตโฟลิโอจะชะลอตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5

อย่างไรก็ดี สินเชื่อภาคธุรกิจซึ่งมีสัดส่วน 13.52% ของพอร์ตโฟลิโอกลับขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการสนับสนุนภาคธุรกิจในช่วงที่ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ

ระบบการเงินยังมั่นคง แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แม้จะเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่าระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีความมั่นคงและเสถียรภาพ ด้วยเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง ธนาคารพาณิชย์ยังคงให้ความช่วยเหลือลูกหนี้และบริหารจัดการคุณภาพหนี้อย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสแรกของปี 2568 ปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลงและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของธนาคารเมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ทิศทางข้างหน้า ความท้าทายยังคงมีอยู่

การหดตัวของสินเชื่อภาคเอกชนต่อเนื่อง 8 ไตรมาสสะท้อนถึงความยากลำบากในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิด-19 และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกที่ยังคงมีอิทธิพล สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน

ธนาคารแห่งประเทศไทยเตือนให้ติดตามภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง รวมถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกที่อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจไทย

การติดตามผลสำเร็จของมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาล รวมถึงโครงการคุณสู้เราช่วย จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสถัดไป การที่สินเชื่อภาคเอกชนจะกลับมาขยายตัวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันได้มากน้อย และการที่เศรษฐกิจโดยรวมจะสามารถสร้างโมเมนตัมการเติบโตที่ยั่งยืนได้
 

ข้อมูลอ้างอิง: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ERP + AI: กลยุทธ์ยกระดับ SME สู่ธุรกิจแห่งอนาคต

ERP + AI: กลยุทธ์ยกระดับ SME สู่ธุรกิจแห่งอนาคต

24 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจที่ล่าช้าอาจหมายถึงโอกาสที่หลุดลอย ระบบการจัดการภายในองค์กรจึงต้องพัฒนาให้ “เร็วกว่า” และ “ฉลาดกว่า” เดิม ซึ่งนั่นคือบทบาทของ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ “ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร”

ทำไมเงินเดือน 20,000 บาท วันนี้ถึงจนกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน? AI มีคำตอบ พร้อมการปรับตัว

ทำไมเงินเดือน 20,000 บาท วันนี้ถึงจนกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน? AI มีคำตอบ พร้อมการปรับตัว

11 มิถุนายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

"ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงบ่นว่าเงินเดือน 20,000 บาทไม่พอใช้ ทั้งที่รุ่นพ่อแม่เคยอยู่ได้ด้วยเงินน้อยกว่านี้?" เราขอให้ Claude AI ช่วยวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "เงินเฟ้อซ่อนตัว" ที่ทำให้เงินเดือน 20,000 บาทในปี 2025 กลายเป็น "เงินเดือนจน" เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน และหาทางออกให้คนทำงานยุคใหม่

จับตาการประชุม Global SME Ministerial Meeting 2025 จุดเปลี่ยน SMEs ในเวทีโลก

จับตาการประชุม Global SME Ministerial Meeting 2025 จุดเปลี่ยน SMEs ในเวทีโลก

22 กรกฎาคม 2568

Business Leader / โต๊ะข่าวต่างประเทศ

การประชุม Global SME Ministerial Meeting 2025 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับบทบาทของผู้ประกอบการ SMEs ในเศรษฐกิจโลก ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก G20, ประเทศกำลังพัฒนา และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ITC, WTO และ UNCTAD