เปิดโฉม 3 กลุ่มทุนผู้ชนะ Virtual Bank: ผู้เปลี่ยนโฉมระบบธนาคารไทย

เปิดโฉม 3 กลุ่มทุนผู้ชนะ Virtual Bank: ผู้เปลี่ยนโฉมระบบธนาคารไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

การประกาศผลการคัดเลือกธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาครั้งแรกของไทยเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของระบบการเงินไทย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศให้ความเห็นชอบแก่ 3 กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่จะร่วมกันสร้างนิยามใหม่ของ "ธนาคาร" ในศตวรรษที่ 21

หากมองย้อนไปเมื่อ 9 เดือนที่ผ่านมา เมื่อธปท.เปิดรับสมัครผู้ประสงค์จะจัดตั้ง Virtual Bank กระแสความสนใจจากวงการธุรกิจไทยและต่างประเทศอยู่ในระดับสูง ด้วยผู้สมัครที่หลากหลายตั้งแต่ธนาคารขนาดใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไปจนถึงกลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ แต่เมื่อผลการคัดเลือกเปิดเผย เพียง 3 กลุ่มจาก 5 ผู้สมัครเท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาอันเข้มงวดของ ธปท.

กลุ่มแรก: "ซีพี" ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่จีน

บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจที่มีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่อาหาร การเกษตร ไปจนถึงค้าปลีก กลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะรายแรก ด้วยการนำแอสเซนด์ มันนี่ ผู้ให้บริการอีวอลเล็ต "ทรูมันนี่" ที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 27 ล้านรายทั่วประเทศ มาเป็นแกนหลักในการยื่นข้อเสนอ

สิ่งที่ทำให้กลุ่มนี้โดดเด่นคือการจับมือกับ Ant International บริษัทลูกของอาลีบาบาจากจีน ซึ่งเป็นเจ้าของ Alipay แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านรายทั่วโลก การผนึกกำลังดังกล่าวไม่เพียงแต่นำเทคโนโลยีการเงินดิจิทัลชั้นนำมาสู่ตลาดไทย แต่ยังเป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างระบบการเงินไทยกับตลาดจีนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

จุดแข็งสำคัญของกลุ่มนี้อยู่ที่เครือข่ายทางกายภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะร้าน 7-Eleven กว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ร่วมกับโลตัส กว่า 2,400 สาขา ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น "สาขาเสมือน" ของธนาคารไร้สาขา ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการการเงินได้อย่างสะดวกแม้ในพื้นที่ห่างไกล กลยุทธ์นี้ตอบโจทย์การขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ยังไม่เข้าถึงบริการธนาคารดั้งเดิม โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

จุดแข็งสำคัญของกลุ่มนี้อยู่ที่เครือข่ายทางกายภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะร้าน 7-Eleven กว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ร่วมกับโลตัส กว่า 2,400 สาขา

กลุ่มที่สอง: "กรุงไทย-AIS-ปตท.”

การรวมตัวของธนาคารกรุงไทย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) นับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่น่าจับตามองที่สุด เพราะเป็นการผนึกกำลังของสามเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ระบบการเงิน โทรคมนาคม และพลังงาน

ธนาคารกรุงไทยในฐานะธนาคารของรัฐที่มีฐานลูกค้ากว่า 40 ล้านราย นำจุดแข็งด้านความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ในการให้บริการทางการเงินมากว่า 50 ปี มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของ AIS ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอันดับหนึ่งที่มีฐานลูกค้า 50 ล้านราย และเครือข่ายการขายของ OR ที่มีสมาชิก blueplus+ 8 ล้านราย

กลยุทธ์ของกลุ่มนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลูกค้าที่หลากหลายเพื่อสร้างบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการใช้โทรศัพท์จาก AIS สามารถนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสม ขณะที่ข้อมูลการซื้อน้ำมันจาก OR สะท้อนความถี่ในการเดินทางและฐานะทางการเงินของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

"กรุงไทย-AIS-ปตท.” มีฐานลูกค้ารวมเกือบ 100 ล้านราย

กลุ่มที่สาม: "SCB" เดินหน้าด้วยเทคโนโลยีเกาหลี-จีน

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ที่มีชื่อเสียงด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาบริการ เลือกกลยุทธ์การจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Virtual Bank ระดับโลก ทั้ง KakaoBank จากเกาหลีใต้ที่มีผู้ใช้งาน 22.8 ล้านคนและมูลค่าตลาด 2.43 แสนล้านบาท และ WeBank จากจีนภายใต้เทนเซ็นต์ กรุ๊ป ที่มีผู้ใช้งานถึง 365 ล้านคนและมูลค่าตลาด 7.48 แสนล้านบาท

ความโดดเด่นของกลุ่มนี้อยู่ที่การนำเทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Big Data Analytics ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในตลาดเกาหลีใต้และจีน มาปรับใช้กับบริบทของตลาดไทย KakaoBank มีชื่อเสียงในการใช้เทคโนโลยี AI ในการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อและการให้บริการลูกค้าแบบ real-time ขณะที่ WeBank โดดเด่นด้านการให้สินเชื่อไมโครแก่ผู้ประกอบการรายย่อยโดยใช้ข้อมูลทางดิจิทัล

SCB X ที่มีฐานผู้ใช้งานโมบายล์แบงก์กิ้ง 16 ล้านคน จะใช้ประสบการณ์ในการให้บริการธนาคารดิจิทัลในประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้น ก่อนขยายขอบเขตการให้บริการด้วยเทคโนโลยีจากพันธมิตรต่างประเทศ

ความโดดเด่นของกลุ่มนี้อยู่ที่การนำเทคโนโลยี Artificial Intelligence และ Big Data Analytics ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในตลาดเกาหลีใต้และจีน 

ผู้แพ้ที่น่าเสียดาย: Sea Group และ Lightnet

การที่ Sea Group เจ้าของ Shopee ซึ่งมีประสบการณ์ในการดำเนิน Virtual Bank ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ไม่ผ่านการคัดเลือก ถือเป็นหนึ่งในความประหลาดใจของการคัดเลือกครั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มบีทีเอส เครือสหพัฒน์ และไปรษณีย์ไทย

ในทำนองเดียวกัน Lightnet Group ที่นำโดยชัชวาลย์ เจียรวนนท์ และมีพันธมิตร WeLab จากฮ่องกงซึ่งเป็นผู้นำด้าน Virtual Bank ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก็ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การพิจารณาได้เช่นกัน

การตัดสินใจของ ธปท. สะท้อนให้เห็นว่าประสบการณ์และเทคโนโลยีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีการผสานกับความเข้าใจตลาดไทย เครือข่ายการจัดจำหน่าย และความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย

ผลกระทบต่อระบบการเงินไทย

การเปิดตัว Virtual Bank คาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเงินไทยในหลายมิติ
แรกคือ การเพิ่มการแข่งขันในตลาดบริการทางการเงิน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในรูปของบริการที่ดีขึ้นและค่าธรรมเนียมที่ลดลง

มิติที่สองคือ การขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มที่ธนาคารดั้งเดิมให้ความสำคัญน้อย เช่น ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน และประชากรในพื้นที่ห่างไกล Virtual Bank ที่ใช้เทคโนโลยีในการประเมินความเสี่ยงและให้บริการสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้ดีกว่าธนาคารดั้งเดิม

มิติที่สามคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่การใช้บริการทางการเงินดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งจะเร่งการพัฒนาระบบการชำระเงินไร้เงินสดและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศโดยรวม

แม้ว่าทั้ง 3 กลุ่มจะผ่านการคัดเลือกแล้ว แต่การเปิดให้บริการจริงภายในปี 2569 ยังต้องผ่านความท้าทายหลายประการ ได้แก่ การจัดตั้งบริษัทมหาชน การเตรียมระบบเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง การพัฒนาทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ และการสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค

นอกจากนี้ การแข่งขันกับธนาคารดั้งเดิมที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งและกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง ก็จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จของ Virtual Bank ในอนาคต

การก้าวเข้าสู่ยุค Virtual Bank ของไทยจึงไม่เพียงแต่เป็นการเปิดหน้าใหม่ของระบบการเงิน แต่ยังเป็นการทดสอบความสามารถของผู้เล่นรายใหม่ในการสร้างนิยามใหม่ของคำว่า "ธนาคาร" ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตดิจิทัลของคนไทยในศตวรรษที่ 21