
ธปท. สศช. และหน่วยงานเศรษฐกิจหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทย รับผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน
5 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
หลายหน่วยงานหั่นคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือเพียงราว 1.4–1.5% ต่ำสุดในอาเซียน ขณะเดียวกันเงินเฟ้อเสี่ยงพุ่งเกินเป้าแตะราว 3.2% จากราคาพลังงานสูง
-
ภาวะเติบโตต่ำแต่เงินเฟ้อสูงจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ต้นทุนพลังงานและการดำเนินงานของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME เพิ่มขึ้นอย่างมาก กดดันกำไรและสภาพคล่อง
-
ธปท. และสถาบันการเงินรวมถึง SME D Bank เร่งช่วยลูกหนี้ SME ผ่านการเติมเงินใหม่ ปรับโครงสร้างหนี้ และอัดฉีดสินเชื่อ เพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านความผันผวนทางเศรษฐกิจในระยะนี้
เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายหนัก หลังหลายหน่วยงานหั่นคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงต่ำสุดในอาเซียน เหลือเพียง 1.4-1.5% ขณะที่เงินเฟ้อจ่อพุ่งเกินเป้าที่ 3.2% จากสงครามตะวันออกกลางดันราคาพลังงาน ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME แบกรับต้นทุนสูงขึ้น ธปท. เร่งสถาบันการเงินช่วยลูกหนี้ ทั้งเติมเงินใหม่และปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อพยุงธุรกิจฝ่าวิกฤตความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน หลังหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญหลายแห่งพร้อมใจปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ก็ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.4% สาเหตุหลักมาจากการความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากความกังวลเรื่องการเติบโต สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังได้ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในกรอบ 2.7–5.8% ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของ SCB EIC ที่ระบุว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจสูงถึง 3.2% เกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถานการณ์เช่นนี้กำลังสร้างความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตตรายที่ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ
สำหรับผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการรายย่อย ผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจะยิ่งเห็นได้ชัด ต้นทุนการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ หรือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้กำไรสุทธิลดลง และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือมีการใช้พลังงานเข้มข้น จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการบริหารจัดการกระแสเงินสดและรักษาสภาพคล่อง
เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยผู้ว่าการ นายวิทัย รัตนากร ได้ออกมาเน้นย้ำและขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. ให้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและราคาพลังงาน การช่วยเหลือนี้รวมถึงการ เติมเงินใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่อง และการ ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เดิม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้ SME สามารถประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาท้าทายนี้ไปได้
ในทิศทางเดียวกัน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ก็ได้แสดงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ได้มีการอัดฉีดเงินทุนช่วยเหลือ SME ไปแล้วกว่า 1.98 หมื่นล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและสถาบันการเงินในการเป็นกลไกสำคัญเพื่อพยุงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคธุรกิจขนาดเล็ก ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวนนี้
ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME และเครือข่ายธุรกิจควรตื่นตัวและติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณาปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้เหมาะสมกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุน การแสวงหาแหล่งเงินทุนใหม่ หรือการปรับโครงสร้างหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และควรใช้โอกาสจากมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว






