
เงินบาทแข็งค่า 27 ต.ค. ธุรกิจไทยรับมืออย่างไร?
27 ตุลาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
บาทแข็งค่า! รับข่าวเงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด SME ต้องปรับตัวรับมืออย่างไร?
เช้าวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ค่าเงินบาทได้เปิดตลาดด้วยการแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย โดยเริ่มต้นที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา การแข็งค่าครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของตลาดการเงินที่ตอบรับต่อปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ไม่ใช่ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สำคัญสำหรับนักวิเคราะห์และนักลงทุน
กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ต้องจับตา
สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งได้ออกประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้อย่างใกล้ชิด โดย:
-
ธนาคารกรุงไทย คาดการณ์ว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างกว้างที่ 32.60 – 32.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่เงินบาทอาจผันผวนได้ในระดับหนึ่ง
-
กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มองกรอบที่แคบกว่าเล็กน้อยที่ 32.50 – 32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในแนวโน้มการแข็งค่าที่ยังคงอยู่ในสายตาของนักวิเคราะห์
แม้จะมีการประเมินที่แตกต่างกันบ้าง แต่ทั้งสองสถาบันต่างมองเห็น แนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาท เป็นทิศทางหลักในระยะใกล้
ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่า
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในครั้งนี้คือ:
-
ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง: ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนกันยายนของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ
-
ตลาดปรับลดความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย Fed: ตัวเลขเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดนี้ ทำให้ตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
-
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวย่อลง: ปัจจัยนี้ได้ลดแรงกดดันต่อสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท
การเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้นักลงทุน เทขายดอลลาร์ และหันกลับมาถือสกุลเงินอื่นมากขึ้นเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า การเคลื่อนไหวของเงินทุนนี้ตอกย้ำถึงอิทธิพลของข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคจากประเทศมหาอำนาจที่มีต่อตลาดการเงินทั่วโลก
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ SME และแนวทางการปรับตัว
การแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบที่แตกต่างกันต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก:
ผู้ประกอบการนำเข้า (Importer): ข่าวดี! ต้นทุนลดลง
การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจะลดลง ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น เพิ่มอัตรากำไร และอาจส่งผ่านประโยชน์ไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่ถูกลง
ผู้ประกอบการส่งออก (Exporter): ความท้าทายที่ต้องรับมือ
ผู้ส่งออกอาจต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากรายรับจากการส่งออกในสกุลเงินบาทจะลดลงเมื่อแปลงกลับมาจากสกุลเงินต่างประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอาจลดลงในระยะสั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและผลกำไร
การบริหารความเสี่ยงสำหรับ SME
การปรับตัวและการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจ เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาท:
-
ผู้ส่งออก: ควรพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำ Forward Contract เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนที่จะได้รับในอนาคต หรือการจับคู่สกุลเงิน (Natural Hedging) โดยการรับและจ่ายในสกุลเงินเดียวกันให้มากที่สุด
ผู้นำเข้า: อาจพิจารณาทยอยซื้อสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้ หรือใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเพื่อรักษาส่วนต่างกำไร
สรุป
การแข็งค่าของเงินบาทในวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เป็นผลมาจากปัจจัยมหภาค เช่น เงินเฟ้อสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ดอลลาร์อ่อนค่า และตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย Fed ส่งผลให้เงินบาทตอบรับเชิงบวกในตลาดโลก สำหรับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ผู้นำเข้าจะได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ในขณะที่ผู้ส่งออกต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับผลกระทบด้านรายรับและความสามารถแข่งขัน
ทั้งนี้ การบริหารความเสี่ยงและการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น การทำ Forward Contract หรือปรับแผนรับ-จ่ายเงินข้ามประเทศให้สมดุล เป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต และสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจต่อไป
