เจาะร่าง พ.ร.ก.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ จำคุกสูงสุด 10 ปี เข้มสอบบัญชีเท็จ-ขายชอร์ต

เจาะร่าง พ.ร.ก.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ จำคุกสูงสุด 10 ปี เข้มสอบบัญชีเท็จ-ขายชอร์ต

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพิ่มโทษสูงสุดถึงจำคุก 10 ปี พร้อมปรับเงิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้สอบบัญชีที่ทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต หลังเกิดคดีฉาวโฉ่ที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนกว่า 15,708 ล้านบาท

มาตรการเข้มข้นนี้ครอบคลุมการจัดการกับปัญหา Short Sale และ Naked Short Sale ที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงจากระดับ 1,600 จุด โดยผู้ขายชอร์ตที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์จะเผชิญโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเงินสูงถึง 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด และต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ ก.ล.ต. จะมีอำนาจสอบสวนคดี High Impact ร่วมกับตำรวจและ DSI ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเสถียรภาพตลาดทุนไทย ตามที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในสองถึงสามสัปดาห์นี้

ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มบทลงโทษที่เข้มงวดต่อผู้กระทำผิดในตลาดทุน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านบทลงโทษ ดังนี้

1. บทลงโทษสำหรับการขายชอร์ต (Short Selling) ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์

ผู้ที่ขายชอร์ตโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด หรือแสดงข้อความเท็จ ปกปิดความจริงที่ควรแจ้งในสาระสำคัญ หรือกระทำการที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพตลาดทุน:

  • โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี
  • ปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (ต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีฝ่าฝืนการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง:

  • โทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท
  • ปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง

2. บทลงโทษสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน

กรณีผู้สอบบัญชีปฏิบัติงานสอบบัญชีไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี หรือข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด หรือทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต:

  • โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี - 10 ปี
  • ปรับตั้งแต่ 500,000 - 1,000,000 บาท

3. มาตรการลงโทษทางปกครอง

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน ก.ล.ต. มีอำนาจดำเนินการ:

  • มีหนังสือเตือน
  • สั่งให้แก้ไข
  • เสนอมาตรการแก้ไขด้วยตนเอง (Enforceable taking)
  • สั่งจำกัดหรือพักการประกอบการ
  • สั่งเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ

4. มาตรการทางพินัย

เพิ่มบทกำหนดโทษมาตรการปรับเป็นพินัยให้มีความเหมาะสมและได้สัดส่วนกับความรุนแรงของการกระทำความผิดสำหรับผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด หนังสือเตือน และคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต.

5. มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรม

กรณีนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เช่น บริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทหลักทรัพย์ เข้าทำธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลและนักลงทุน:

  • คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมชั่วคราวได้ภายในเวลาที่กำหนด แต่ไม่เกิน 60 วันทำการ

ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย หลังเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน เช่น กรณีการทุจริตของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และกรณีบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 15,708 ล้านบาท

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่าร่าง พ.ร.ก. นี้จะประกาศใช้ได้ภายใน 2-3 สัปดาห์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GULF เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK เกิน 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับต้นๆ

GULF เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK เกิน 10% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับต้นๆ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

GULF เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน KBANK เกิน 10% สะท้อนกลยุทธ์การสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่ครบวงจร โดยเน้นเทคโนโลยีทางการเงินและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยได้เข้าซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567