
เจาะร่าง พ.ร.ก.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ จำคุกสูงสุด 10 ปี เข้มสอบบัญชีเท็จ-ขายชอร์ต
28 มีนาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับใหม่ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพิ่มโทษสูงสุดถึงจำคุก 10 ปี พร้อมปรับเงิน 1 ล้านบาท สำหรับผู้สอบบัญชีที่ทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต หลังเกิดคดีฉาวโฉ่ที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนกว่า 15,708 ล้านบาท
มาตรการเข้มข้นนี้ครอบคลุมการจัดการกับปัญหา Short Sale และ Naked Short Sale ที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลงจากระดับ 1,600 จุด โดยผู้ขายชอร์ตที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์จะเผชิญโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับเงินสูงถึง 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด และต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ ก.ล.ต. จะมีอำนาจสอบสวนคดี High Impact ร่วมกับตำรวจและ DSI ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเสถียรภาพตลาดทุนไทย ตามที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในสองถึงสามสัปดาห์นี้
ร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มบทลงโทษที่เข้มงวดต่อผู้กระทำผิดในตลาดทุน ซึ่งมีสาระสำคัญด้านบทลงโทษ ดังนี้
1. บทลงโทษสำหรับการขายชอร์ต (Short Selling) ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์
ผู้ที่ขายชอร์ตโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนกำหนด หรือแสดงข้อความเท็จ ปกปิดความจริงที่ควรแจ้งในสาระสำคัญ หรือกระทำการที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพตลาดทุน:
- โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี
- ปรับเป็นเงินไม่เกิน 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (ต้องไม่น้อยกว่า 500,000 บาท) หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีฝ่าฝืนการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง:
- โทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท
- ปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง
2. บทลงโทษสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน
กรณีผู้สอบบัญชีปฏิบัติงานสอบบัญชีไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี หรือข้อกำหนดเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด หรือทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต:
- โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี - 10 ปี
- ปรับตั้งแต่ 500,000 - 1,000,000 บาท
3. มาตรการลงโทษทางปกครอง
สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน ก.ล.ต. มีอำนาจดำเนินการ:
- มีหนังสือเตือน
- สั่งให้แก้ไข
- เสนอมาตรการแก้ไขด้วยตนเอง (Enforceable taking)
- สั่งจำกัดหรือพักการประกอบการ
- สั่งเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ
4. มาตรการทางพินัย
เพิ่มบทกำหนดโทษมาตรการปรับเป็นพินัยให้มีความเหมาะสมและได้สัดส่วนกับความรุนแรงของการกระทำความผิดสำหรับผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด หนังสือเตือน และคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต.
5. มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรม
กรณีนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เช่น บริษัทจดทะเบียน หรือบริษัทหลักทรัพย์ เข้าทำธุรกรรมที่ไม่เหมาะสมและอาจส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลและนักลงทุน:
- คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมชั่วคราวได้ภายในเวลาที่กำหนด แต่ไม่เกิน 60 วันทำการ
ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย หลังเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน เช่น กรณีการทุจริตของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และกรณีบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 15,708 ล้านบาท
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่าร่าง พ.ร.ก. นี้จะประกาศใช้ได้ภายใน 2-3 สัปดาห์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


