
พ.ร.ก. เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. - ดาบสองคมปฏิรูปตลาดทุนไทย
28 มีนาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
จุดเปลี่ยนหรือจุดเสี่ยงของการกำกับดูแลตลาดทุน?
ในยุคที่ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งสำคัญจากทั้งปัญหาการขายชอร์ตแบบเปลือยและมหากาพย์ทุจริตอย่างคดี "สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น" ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติหลักการเมื่อวานนี้ (27 มี.ค. 2568) ถูกมองเป็นเสมือน "ยาแรง" ที่รัฐบาลหวังจะใช้รักษาโรคร้ายในตลาดทุน
แต่กฎหมายฉบับนี้ที่จะเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. อย่างมีนัยสำคัญ ก็ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า จะเป็น "ดาบสองคม" ที่แม้จะช่วยปราบปรามการทุจริต แต่ก็อาจเสี่ยงที่จะเกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตและสร้างผลกระทบไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน
businessleader ได้รวบรวมและวิเคราะห์ความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอภาพรวมของร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้อย่างรอบด้าน
"ปฏิบัติการคืนความเชื่อมั่น" - ความจำเป็นเร่งด่วน
ย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง นับตั้งแต่พฤติกรรมการขายชอร์ตแบบเปลือย (Naked Short Selling) ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงจาก 1,600 จุด มาอยู่ในระดับปัจจุบัน ไปจนถึงคดีทุจริตใหญ่อย่าง "สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น" และการปั่นหุ้นของบริษัท "มอร์ รีเทิร์น" ที่สร้างความเสียหายรวมกันกว่า 15,708 ล้านบาท
จากสภาพปัญหาดังกล่าว นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงเสนอร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยให้เหตุผลว่า "หากสถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงเชิงระบบที่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม"
7 กลไกสำคัญ: เติมเขี้ยวเล็บให้ ก.ล.ต.
ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้เพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ใน 7 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ปิดช่องโหว่การขายชอร์ต โดยผู้ลงทุนต้องแสดงหลักฐานการยืมหลักทรัพย์ก่อนส่งคำสั่งขาย และต้องรายงานข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับสูงถึง 2 เท่าของราคาขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (ไม่น้อยกว่า 500,000 บาท)
2. ยกระดับการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ซึ่งมีอำนาจลงโทษได้หากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้เป็น "ด่านแรก" ในการสกัดกั้นการทุจริต
3. เพิ่มอำนาจผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ให้ดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลายได้ตลอดทั้งกระบวนการ เพื่อแก้ปัญหาที่ผู้ถือหุ้นกู้มักเสียเปรียบในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ
4. บังคับรายงานการจำนำหุ้น ผู้ที่นำหุ้นไปจำนำหรือก่อภาระผูกพันต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. และข้อมูลนี้จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ จากปัญหาที่ผ่านมาที่เจ้าของบริษัทนำหุ้นไปจำนำแล้วถูกบังคับขาย ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นและโครงสร้างการถือหุ้น
5. อำนาจยับยั้งธุรกรรมและยึดทรัพย์ ให้ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งยับยั้งธุรกรรมได้ชั่วคราวไม่เกิน 60 วันทำการ และสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัย รวมถึงมอบหมายให้บุคคลอื่นจัดการทรัพย์สินที่ยึดอายัดได้
6. อำนาจสอบสวนคดี High Impact เพิ่มหมวด "การสอบสวนคดี" ให้ ก.ล.ต. มีพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีสำคัญที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนหรือระบบเศรษฐกิจ
7. บทลงโทษที่รุนแรงขึ้น เช่น ผู้สอบบัญชีที่ทำรายงานเท็จหรือโดยทุจริต ต้องโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับ 500,000-1,000,000 บาท
วาทกรรม "ชนะศึกแต่แพ้สงคราม" - ข้อกังวลจากหลายฝ่าย
แม้ร่าง พ.ร.ก. จะมุ่งแก้ปัญหาสำคัญในตลาดทุน แต่ก็มีเสียงคัดค้านและข้อกังวลจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในที่ประชุม ครม. ที่มีการถกเถียงอย่างเข้มข้น
"ขัดหลักตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ" - สำนักงานอัยการสูงสุดแสดงความกังวลว่า การกำหนดให้เลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและผู้ที่มีความเห็นแย้ง ขัดต่อหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในกระบวนการยุติธรรม
"ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม" - กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า การให้ ก.ล.ต. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเป็นส่วนมากเป็นผู้กำหนดคดี High Impact ไม่เหมาะสม และการทำหน้าที่เพียงฝ่ายเดียวไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม
"ความพร้อมของ ก.ล.ต." - DSI ยังตั้งคำถามว่า ก.ล.ต. มีความพร้อมด้านบุคลากรและทรัพยากรหรือไม่ "การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสนับสนุนงานสอบสวนนี้จะต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร" และจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการฝึกอบรมพนักงานสอบสวน การจับกุม คุมขัง และติดตามผู้ต้องหา
"ความซ้ำซ้อนเชิงอำนาจ" - DSI ยังชี้ว่า คดี High Impact ไม่แตกต่างจากคดีพิเศษตาม พ.ร.บ. การสอบสวนคดีพิเศษที่ครอบคลุมคดีที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามถึงความซ้ำซ้อนและภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
ก.ล.ต. - "พร้อมรับมือ ไม่ละเมิดหลักนิติธรรม"
ท่ามกลางข้อกังวลดังกล่าว นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินการตาม พ.ร.ก. นี้จะยังคงอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
"เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น จะต้องส่งความเห็นพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง พนักงานเจ้าหน้าที่มิได้มีอำนาจในการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเอง" นายเอนกอธิบาย และระบุว่า ก.ล.ต. จะออกระเบียบภายในเพื่อกำหนดให้พนักงานที่เลขาธิการมอบหมายเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่เป็นพนักงานสอบสวนและผู้ทำความเห็นแย้งเป็นบุคคลเดียวกัน
ด้านความพร้อม นายเอนกยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรมาตั้งแต่ปี 2566 และพนักงานมีประสบการณ์ในการทำสำนวนคดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรม เช่น การปั่นหุ้น การแพร่ข่าว หรือการใช้ข้อมูลภายใน
จุดเปลี่ยนหรือจุดเสี่ยงของตลาดทุนไทย?
ร่าง พ.ร.ก. ฉบับนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งจะเป็นการเริ่มต้นภาคใหม่ของการกำกับดูแลตลาดทุนไทย
ในแง่หนึ่ง กฎหมายนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุน โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตและการปั่นหุ้นที่สร้างความเสียหายมหาศาล
แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาจกลายเป็น "จุดเสี่ยง" หากการใช้อำนาจไม่อยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม และอาจส่งผลกระทบต่อ "คนตัวเล็ก" ในตลาดทุนที่อาจกลายเป็นเหยื่อของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเกินไป
ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถใช้ "ดาบสองคม" นี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตลาดทุนและผู้ลงทุนโดยรวม โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบที่ไม่พึงประสงค์

