
ไทยเหยียบเรือสองแคม BRICS-OECD สร้างโอกาสร่วมจัดระเบียบโลกใหม่
22 กันยายน 2567
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
กลุ่ม BRICS ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ โดยในช่วงเริ่มแรกภายใต้ชื่อ BRIC มีสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน หลังจากนั้นแอฟริกาใต้เข้าเป็นสมาชิกชาติที่ 5 จึงได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็น BRICS
ปัจจุบันกลุ่ม BRICS มีสมาชิก 10 ประเทศ โดยมีสมาชิกเพิ่มเติมหลังจากนั้น คือ เอธิโอเปีย อียิปต์ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2567 เรียกได้ว่าสร้างเสียงฮือฮาให้กับวงการทางการเมืองระหว่างประเทศที่มีสมาชิกเพิ่มถึง 5 ประเทศ รวมสมาชิกทั้งหมดจะทำให้ประชากรรวมกัน 39% ของประชากรโลก และมี GDP รวมกัน 28.4% ของโลก
กลุ่ม BRICS มีท่าทีคานอำนาจกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยสนใจในประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการเศรษฐกิจเพื่อให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้วมีบทบาทมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมการใช้เงินสกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และสร้างกลไกระหว่างประเทศทางเลือกทั้งด้านการเงิน การให้ความช่วยเหลือ และการระดมทุนเพื่อการพัฒนา
กระทรวงการต่างประเทศได้สรุปขั้นตอนการเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก BRICS ให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2567 โดยเริ่มจากการยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงค์ต่อประธานกลุ่ม BRICS จากนั้นจะแจ้งให้ประเทศสมาชิกรับทราบ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะถูกเก็บเป็น "ความลับ"
หลังจากนั้น เข้าสู่ขั้นตอน "BRICS Sherpa" พิจารณาคำขอเป็นสมาชิก และหากผ่านขั้นตอนนี้จะให้เป็น "ว่าที่ประเทศสมาชิก" เพื่อให้รัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS พิจารณาเพื่อส่งต่อให้ผู้นำ BRICS พิจารณาเห็นชอบโดยฉันทามติ
การเสนอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ของประเทศไทยจะต้องระบุวิสัยทัศน์ของประเทศ ซึ่งได้ระบุถึงความสำคัญของระบบพหุภาคี และการเพิ่มบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีระหว่างประเทศ
กระทรวงการต่างประเทศรายงานต่อ ครม.ว่าการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะช่วยยกระดับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเพิ่มความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพก้าวขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การเงิน ความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเพิ่มบทบาทการกำหนดทิศทางระหว่างประเทศ และส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยได้ร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ที่กลุ่มประเทศตลาดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ให้มีบทบาทสำคัญด้วยความร่วมมือกลุ่ม BRICS แบ่งเป็น 3 เสา ประกอบด้วย
1. เสาด้านการเมืองและความมั่นคง
2. เสาด้านเศรษฐกิจและการเงิน
3. เสาด้านมนุษยธรรมและวัฒนธรรม
นอกจากการประชุมระดับผู้นำกลุ่ม BRICS แล้วแต่ละเสามีการประชุมทุกระดับ เช่น คณะทำงาน เจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี รวมปีละ 200 การประชุม และเกี่ยวกับหน่วยราชการต่าง ๆ ในลักษณะคล้ายกรอบอาเซียน ดังนั้น หากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยมีความพร้อม การเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการหารือกับประเทศสมาชิกเพื่อขยายความร่วมมือด้านต่าง ๆ เช่น ความมั่นคง การต่อต้านการก่อการร้าย ยุติธรรม การศึกษา วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม สาธารณสุข การคลัง การค้าและเศรษฐกิจ การจัดการภาษี การคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นสำคัญที่กระทรวงการต่างประเทศให้ความสำคัญ เป็นสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ยังคงมีความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศตะวันตกกับจีนที่เข้มข้นขึ้น อาจมีความเสี่ยงที่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันตกและพันธมิตรมีแนวโน้มต่อต้านนโยบายของรัสเซียและจีน ที่เป็นประเทศริเริ่มของกลุ่ม BRICS
การที่ประเทศไทยเสนอเข้าเป็นสมาชิก BRICS กระทรวงการต่างประเทศต้องพิจารณาบนหลักการการทูตอย่างสมดุลและยืดหยุ่น ในภาวะที่การแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์เข้มข้นขึ้น และต้องเป็นประโยชน์ในการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเมืองกับกลุ่ม BRIC และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยควรเข้าร่วมเป็นสมาชิก BRICS เพราะโลกกำลังจัดระเบียบใหม่ที่มีแรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งระเบียบโลกเดิมถูกกำหนดด้วยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) แต่ระเบียบโลกใหม่จะถูกกำหนดด้วยผู้เล่นใหม่ คือ BRICS ที่ประกอบไปด้วย
1. ห่วงโซ่การผลิตของโลกและเทคโนโลยี ที่แรงกดดันของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างแรงกดดันให้แยกห่วงโซ่การผลิตออกจากกลุ่มผู้นำเศรษฐกิจเดิม ซึ่งมีตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้น คือ เซมิคอนดักเตอร์
2. ระบบการชำระเงินที่ความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐจะลดลง ซึ่งประเทศไทยควรพิจารณาเงินทุนสำรองที่เป็นสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ เพราะระบบเศรษฐกิจไทยพึ่งดอลลาร์สหรัฐมากเกินไป
3. กฎระเบียบที่สร้างแรงกีดกันทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมาเกิดความชัดเจนของสงครามการค้ามาตั้งแต่ช่วงที่นายโดนัล ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก โดยมีกฎระเบียบการค้าที่เป็นอุปสรรคต่อสินค้าจีนออกมาต่อเนื่อง และส่งผลทางอ้อมถึงประเทศไทย
4. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งการลงทุนจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ในปัจจุบันมีความชัดเจนที่ FDI มีความหลากหลายมากขึ้น และในบางช่วงที่คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากประเทศจีนสูงขึ้นมาเป็นอันดับ 1
นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ต้องกังวลถึงการยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิก BRICS แล้วจะกระทบกับการยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่ง OECD Council ที่ประกอบด้วย 38 ประเทศสมาชิก มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2567
ขณะที่ OECD มีผู้นำเป็นสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ส่วน BRICS มีผู้นำกลุ่มเป็นประเทศตลาดใหม่ ดังนั้นการที่ประเทศไทยเสนอ BRICS จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพราะทุกกลุ่มความร่วมมือทั่วโลกต้องการสมาชิกเพิ่มเพื่อสร้างแรงต่อรอง
สำหรับ OECD เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลวิจัย และคำปรึกษา แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความมั่นคง ความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ ครอบคลุมยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและเอเชียแปซิฟิก
ส่วนประเทศไทยจะเป็นถือเป็นการเยียบเรือ 2 แคม หรือไม่ ขอให้ดูตัวอย่างอินเดียที่เป็นประเทศบริหารความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี โดยอินเดียเป็นสมาชิกก่อตั้งของ BRICS ที่มีจีนร่วมอยู่ด้วย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศ ยังคงมีประเด็นระหว่างประเทศต่อกัน
ทั้งอินเดียและจีน ยอมรับเงื่อนไขของความร่วมมือพหุภาคีในการขับเคลื่อน BRICS ในขณะที่ทั้ง 2 ประเทศเป็นสมาชิก RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) ซึ่งถือเป็นข้อตกลงการค้าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในรายละเอียดอินเดียและจีน ไม่ได้ลงนามยอมรับ RCEP ระหว่างกัน
"ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ประเทศไทยควรเดินหน้าต่อเพื่อกระบวนการเป็นสมาชิก BRICS เพื่อสร้างตลาดใหม่ให้กับประเทศไทย" ดร.อัทธ์ กล่าว
