เศรษฐกิจโลก 2025: ส่องทิศทางและความท้าทายจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ

เศรษฐกิจโลก 2025: ส่องทิศทางและความท้าทายจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น World Economic Forum ได้เปิดเผยรายงาน Chief Economists Outlook ฉบับล่าสุดประจำเดือนมกราคม 2025 สะท้อนมุมมองของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลกต่อทิศทางเศรษฐกิจในปีหน้า ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าที่อาจทวีความรุนแรง การแยกขั้วทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือ

 

จากผลสำรวจดังกล่าว เราสามารถแบ่งประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ได้แก่ แนวโน้มการเติบโตที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ความเสี่ยงจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการแยกขั้วทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรง โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายงานล่าสุดจากเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2025 มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดย 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะอ่อนแอลง เทียบกับเพียง 17% ที่คาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้น

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.2% ในปี 2025 เท่ากับปี 2024 และจะชะลอตัวลงเล็กน้อยเหลือ 3.1% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตระยะกลางที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่าสหรัฐฯ จะมีการเติบโตแข็งแกร่งในปี 2025 โดย 44% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวในระดับสูง เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากการสำรวจครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์มองว่าพัฒนาการในสหรัฐฯ จะส่งผลกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ยังคงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างภูมิภาค

เอเชียใต้ยังคงโดดเด่น โดย 61% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการเติบโตในระดับสูงหรือสูงมากในปี 2025 โดยมีอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวบ้าง โดยตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2024 ของอินเดียขยายตัว 5.4% ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางอินเดียปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเมื่อเดือนธันวาคม

ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตแข็งแกร่ง IMF คาดว่า GDP จะขยายตัว 4.7% ในปี 2025

สำหรับยุโรป ผลสำรวจชี้ว่าเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มอ่อนแอที่สุดติดต่อกันเกือบ 3 ปี โดย 74% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการเติบโตจะอยู่ในระดับต่ำหรือต่ำมาก สะท้อนจากตัวเลข GDP ของยูโรโซนในไตรมาส 3 ปี 2024 ที่ขยายตัวเพียง 0.9% เทียบกับสหรัฐฯ ที่โต 2.7% ในช่วงเดียวกัน โดยเยอรมนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซนหดตัว 0.3% ขณะที่อิตาลีโต 0.4% ฝรั่งเศสโต 1.2% และสเปนโต 3.4%

ด้านจีน แนวโน้มยังคงอ่อนแอ IMF คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2024 และ 4.5% ในปี 2025 ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 5% เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอในไตรมาส 2 และแม้การส่งออกจะฟื้นตัว แต่การบริโภคภายในประเทศยังซบเซา โดยยอดค้าปลีกเดือนพฤศจิกายนโต 3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 4.6% ในระยะกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเหลือราว 3.3% ในปี 2029 ท่ามกลางแรงกดดันจากผลิตภาพที่อ่อนแอและประชากรสูงวัย

เงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มชะลอตัว IMF คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 4.3% ในปี 2025 ลดลงจาก 6.7% ในปี 2023 และประมาณ 5.8% ในปี 2024 โดยเป็นผลจากประเทศพัฒนาแล้วที่อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายเร็วกว่าตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตามเงินเฟ้อในภาคบริการยังชะลอตัวช้ากว่าสินค้า
 

ผลสำรวจระบุว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มเงินเฟ้อสูงที่สุด แต่เกือบ 3 ใน 4 ของนักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่าจะอยู่ในระดับปานกลางในปี 2025 ส่วนใหญ่ของภูมิภาคมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน โดยส่วนใหญ่คาดเงินเฟ้อระดับปานกลาง มีเพียงส่วนน้อยที่คาดว่าจะต่ำหรือสูง ยกเว้นจีนที่ 80% คาดว่าเงินเฟ้อจะต่ำหรือต่ำมากจากแรงกดดันด้านราคาที่ลดลง

 

นักเศรษฐศาสตร์มองว่าการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปีข้างหน้า โดย 61% มองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวมากกว่าผลกระทบระยะสั้น ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในด้านการค้า การย้ายถิ่น การผ่อนคลายกฎระเบียบ นโยบายการคลัง นโยบายอุตสาหกรรม และนโยบายต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่คาดว่าจะเห็นเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกมีการแยกส่วนมากขึ้น โดยเฉพาะการค้าสินค้าที่ 94% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะมีการแยกส่วนเพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุปสรรคด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานและการถ่ายโอนเทคโนโลยีและข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และทางเลือกนโยบายภายในประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของแนวโน้มการแยกส่วนในปัจจุบัน

ผลกระทบหลักจากการแยกส่วนที่เพิ่มขึ้นที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้คือต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ รวมถึงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะยากขึ้น ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าบริษัทข้ามชาติจะปรับตัวในหลายด้าน เช่น การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานและการปรับโครงสร้างองค์กร

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าพลวัตสงครามการค้าจะรุนแรงขึ้นในปีข้างหน้า ทั้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและในวงกว้าง อย่างไรก็ตามยังคาดว่าปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้น มีฉันทามติว่าการกีดกันทางการค้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรต่อรูปแบบการค้าในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยมีความขัดแย้งและข้อกังวลด้านความมั่นคงของชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการค้าจะมีความเป็นภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการค้าสินค้าไปสู่การค้าบริการ โดยทั่วไปประเทศพัฒนาแล้วได้ประโยชน์จากการค้าบริการมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ชี้ว่าบริการจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นในฐานะตัวขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ