ธปท.ประเมินเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ขณะที่สงครามการค้าโลกยังไม่มีวี่แววจบ

ธปท.ประเมินเศรษฐกิจไทยเสี่ยง ขณะที่สงครามการค้าโลกยังไม่มีวี่แววจบ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

การเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น ธปท. ประเมินผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมแผนรับมือผ่านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อต่ำและสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง
 
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงพร้อมเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยหลักคือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอัตราภาษีนำเข้า (Tariffs) ของสหรัฐอเมริกา ตามเอกสารจากการประชุม Monetary Policy Forum ไตรมาส 1/2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568
ธปท. ได้ฉายภาพสถานการณ์ความไม่แน่นอนของ Tariffs ที่สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บ โดยมีทั้ง Sectoral tariff ในอัตรา 25% สำหรับสินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ รวมถึงกลุ่มสินค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยา ทองแดง ไม้ และแร่ธาตุสำคัญ นอกจากนี้ยังมี Universal baseline tariff 10% สำหรับทุกประเทศยกเว้นแคนาดาและเม็กซิโก ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้เลื่อนการเก็บ Reciprocal tariff ในอัตรารายประเทศออกไป 90 วัน (ถึง 8 กรกฎาคม 2568) โดยไทยอาจถูกเก็บในอัตรา 36%
Effective Tariff Rate ของสหรัฐฯ ซึ่งคำนวณจากข้อมูลมูลค่าการนำเข้าในปี 2567 และภาษีนำเข้าที่มีผลบังคับใช้ ณ วันที่ 13 พฤษภาคม อยู่ที่ 25.3% แต่หลังจากวันที่ 14 พฤษภาคม อัตราภาษีที่แท้จริงมีแนวโน้มลดลงเหลือ 16.0%


การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยได้ถูกนำเสนอใน 2 ฉากทัศน์:
1. Reference Scenario (Lower Tariffs): คาดว่าการเจรจาการค้ายืดเยื้อและล่าช้า โดยสหรัฐฯ จะมีการผ่อนผัน Reciprocal Tariff ให้กับคู่ค้าเป็นระยะ และผ่อนผันอัตราภาษีให้กับจีนตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ภายใต้ฉากทัศน์นี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.0% ในปี 2568 และ 1.8% ในปี 2569 การส่งออกสินค้าและบริการจะขยายตัว 1.9% ในปี 2568 ก่อนหดตัว 0.9% ในปี 2569 การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 3.0% และ 2.0% ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ
2. Alternative Scenario (Higher Tariffs): คาดว่าทุกประเทศสามารถเจรจาลดภาษี Reciprocal Tariff ลงได้ครึ่งหนึ่งตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ Technical Recession ในปี 2568 ภายใต้ฉากทัศน์นี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.3% ในปี 2568 และ 1.0% ในปี 2569 การส่งออกสินค้าและบริการจะขยายตัวเพียง 0.1% ในปี 2568 ก่อนหดตัวรุนแรงถึง 4.4% ในปี 2569 การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 2.5% ในปี 2568 และ 1.5% ในปี 2569


ผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกและ Tariffs ต่างๆ มีผลต่อภาคส่วนของไทยแตกต่างกัน ดังนี้:

  • กลุ่มส่งออกที่ถูกกระทบแล้ว: ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์รวมยางล้อ และโลหะ

       - อาหารแปรรูป: มีสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกสูงถึง 76% มี SME กว่า 1.2 หมื่นราย จ้างงาน 2.7 แสนคน ปรับตัวได้ยากเนื่องจากมีอำนาจต่อรองน้อย การแข่งขันสูง และหาตลาดใหม่ยาก
       - ชิ้นส่วนรถยนต์รวมยางล้อ: ถูกเก็บภาษี 25% มีผู้ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 700 รายที่เป็นของไทย มี SME 3,400 ราย จ้างงานถึง 4 แสนคน
เครื่องใช้ไฟฟ้า: ถูกเก็บภาษี 10% มีผู้ส่งออกกว่า 200 รายที่เป็นต่างชาติคิดเป็น 75% ของมูลค่าส่งออก มี SME 5,000 ราย จ้างงาน 1.4 แสนคน

  • กลุ่มส่งออกที่ยังไม่ถูกกระทบโดยตรง: เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เพราะยังไม่ถูกเก็บภาษี
  • กลุ่มที่กังวลมากคือกลุ่มที่เจอการแข่งขันสูงขึ้นจากสินค้านำเข้า (Import flooding): ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก

       - เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ: เจอการแข่งขันสูงมานานกว่า 10 ปี มี SME กว่า 1.2 แสนราย จ้างงาน 4.3 แสนคน
       - เฟอร์นิเจอร์: เจอการแข่งขันสูงขึ้นราว 3-4 ปีก่อน มี SME กว่า 1.2 หมื่นราย จ้างงานกว่า 1.5 แสนคน
ด้านอัตราเงินเฟ้อ ธปท. ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย โดยสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาพลังงานในตลาดโลกและมาตรการราคาพลังงานของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ธปท. เน้นย้ำว่าไม่มีสัญญาณของการหดตัวของราคาสินค้าและบริการที่กระจายเป็นวงกว้างที่สะท้อนภาวะเงินฝืด โดย 2 ใน 3 ของสินค้าและบริการในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐานยังมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือคงที่
สำหรับภาวะการเงิน ธปท. ชี้ว่าภาคการเงินโดยรวมยังอยู่ในภาวะตึงตัว โดยต้นทุนการระดมทุนปรับลดลงตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ (MLR, MRR, NLR) มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อโดยรวมยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อของกลุ่ม SME คุณภาพสินเชื่อยังปรับด้อยลง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ของระบบสถาบันการเงิน ณ กุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 3.70% สำหรับสินเชื่อรวม, 1.05% สำหรับ Large corporate, 8.91% สำหรับ SME และ 4.03% สำหรับสินเชื่อรายย่อย

ในด้านนโยบายการเงิน ธปท. ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น การปรับนโยบายการเงินเป็นการพิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจไปข้างหน้า (outlook dependent) นโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าได้ระดับหนึ่ง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real rate) ซึ่งพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ต่างๆ ก็ได้ปรับลดลงและอยู่ในระดับผ่อนคลาย โดยค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 0%


ธปท. ยังได้กล่าวถึงมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง:

  • นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ให้สอดคล้องกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจ โดยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในภาวะสุดขั้ว (tail risks) ด้วย
  • กลไกของตลาดการเงินไทยยังทำงานเป็นปกติ
  • สถาบันการเงินยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงิน (financial intermediation) ได้ตามปกติ โดยสถาบันการเงินต้องดูแลไม่ให้เกิดภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินกว่าความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้กู้

ประเด็นที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า ได้แก่:

  • ผลการเจรจาการค้า โดยเฉพาะนัยต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (สหรัฐฯ และจีน) และผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ของไทย
  • ผลกระทบระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ
     

เอกสารประกอบ : Monetary Policy Forum1/202514

  • Video 1
  • Video 2