พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ “Resilience” รับมือโลกแบ่งขั้ว ปรับโครงสร้างการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่นท่ามกลางการแข่งขันสหรัฐฯ–จีน

  • ส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 71.2% พร้อมใช้ FTA และนวัตกรรมรับมือมาตรการกีดกันการค้า

  • เดินหน้ากระจายตลาดและสินค้าใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพิ่มความสามารถแข่งขันและเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว

ท่ามกลางแสงไฟสลัวในเลานจ์รับรองของสนามบินนานาชาติสักแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงการสัญจรของผู้คน แต่คือภาพสะท้อนของ "ประเด็นการค้าต่างประเทศ" ที่กำลังเปลี่ยนทิศทาง บทสนทนาของเหล่าผู้บริหารระดับสูงไม่ได้วนเวียนอยู่แค่เรื่อง Efficiency หรือประสิทธิภาพในการผลิตอีกต่อไป แต่กลับถูกแทนที่ด้วยคำว่า "Resilience (ความยืดหยุ่น)" และ "Geopolitical Hedging (การป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์)"

โลกที่เราเคยรู้จัก ซึ่งขับเคลื่อนด้วยโลกาภิวัตน์แบบไร้รอยต่อ กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ภายใต้ปรากฏการณ์ Extreme Polarization หรือการแบ่งขั้วอย่างสุดโต่งระหว่างสหรัฐฯ และจีน โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่ "จะขายอะไร" แต่คือ "จะยืนตรงไหน" ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังสั่นคลอน

กระทรวงพาณิชย์กางแผนเชิงรุกรับมือการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ (Extreme Polarization) มุ่งเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาสทางการค้า ชูความสำเร็จการส่งออกที่ยังเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยสัดส่วนต่อ GDP สูงถึงร้อยละ 71.2 พร้อมเร่งเครื่องใช้ประโยชน์จาก FTA และนวัตกรรมนำหน้ามาตรการกีดกันทางการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางการแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Extreme Polarization เศรษฐกิจการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญ ซึ่งนับเป็น โอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่นและก้าวหน้ายิ่งขึ้น แม้การส่งออกจะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่การบริหารจัดการความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะเป็นตัวเร่งให้เราสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว

หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสิทธิภาพ” ไปสู่โลกที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและความยืดหยุ่น” ของห่วงโซ่อุปทานมากกว่าเสรีภาพทางการค้า ขณะเดียวกัน ระบบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลกก็มีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลในช่วงปี 2559-2568 สะท้อนความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างชัดเจน ก่อนเกิดสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับ 2.8-3.5% ต่อปี และมูลค่าการค้าโลกขยายตัวมากกว่า 10% ในบางปี แต่สงครามการค้าส่งผลให้ปี 2562 GDP โลกชะลอลงเหลือ 2.7% และการค้าโลกหดตัว -2.8% สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นในปี 2563 จากโควิด-19 ทำให้ GDP โลกหดตัว -2.9% และการค้าโลกหดตัว -7.2% ก่อนฟื้นตัวแรงในปี 2564 และกลับมาชะลออีกครั้งในช่วงปี 2565-2567 จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และการดำเนินนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก

เศรษฐกิจไทยในวังวนการค้าโลก: ตัวเลขที่สะท้อนความจริง

เศรษฐกิจไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับแนวโน้มโลกอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงก่อนสงครามการค้า GDP ไทยเติบโต 3.4–4.2% แต่ชะลอลงเหลือ 2.1% ในปี 2562 และหดตัวถึง -6.1% ในปี 2563 จากโควิด-19 สะท้อน

ฐานการส่งออกแกร่ง: สัดส่วน GDP 71.2% และบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก

ศักยภาพในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีฐานการค้าแข็งแกร่งเป็นจุดตั้งต้น แม้การส่งออกจะฟื้นตัวในปี 2564 และขยายตัวต่อเนื่องในบางช่วง โดยเฉพาะปี 2568 ที่ได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีใหม่ (Front-loading) แต่ภาพรวมยังสะท้อนความผันผวนสูง และขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อ GDP ไทยเพิ่มจาก 67.1% ในปี 2559 เป็น 71.2% ในปี 2568 ยืนยันว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ด้วยสัดส่วนการส่งออกที่สูง ไทยจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อพลวัตของตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วของตลาดโลก ขณะที่การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นควบคู่กันสะท้อนการเชื่อมโยงเชิงลึกกับห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นในการยกระดับขีดความสามารถด้านวัตถุดิบและชิ้นส่วนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในระดับสูง ไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ทั้งในมิติการผลิต การจ้างงาน และรายได้ ภาคส่งออกยังเชื่อมโยงกับแรงงานจำนวนมาก ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป หากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศชะลอตัว ย่อมกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ในวงกว้าง

วิเคราะห์ตลาดและสินค้า: โอกาสในความผันผวน

ในปี 2568 โครงสร้างการส่งออกของไทยมีการเชื่อมโยงกับตลาดหลักอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยมี 5 ตลาดสำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนรวม 48.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด สูงขึ้นจาก 38.8% ในปี 2559 และเฉพาะ 3 อันดับแรกมีสัดส่วนเพิ่มจาก 31.9% เป็น 40.0% ยืนยันความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดกลยุทธ์กระจายตลาด จากการวิเคราะห์โอกาสเชิงโครงสร้างพบว่าสินค้าส่งออกสำคัญ 35 รายการ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสินค้าเครื่องจักรกล ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เมื่อพิจารณาความผันผวนด้านมูลค่า พบว่าสินค้ากว่าครึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งชี้ให้เห็นโอกาสในการพัฒนาความยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก สินค้าที่มีศักยภาพสูงสุดในการเร่งพัฒนา ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.2% ต่อปี และในปี 2568 มีมูลค่า 40,103.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 11.8% ของการส่งออกทั้งหมด

ยุทธศาสตร์เชิงรุก: สร้างดุลยภาพและทางรอดในยุคแบ่งขั้ว

นายนันทพงษ์ กล่าวเสริมว่า ในโลกยุค Extreme Polarization ประเทศขนาดกลางอย่างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันให้กำหนดจุดยืนเชิงนโยบายท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งส่งผลให้ พื้นที่เชิงนโยบาย (policy space) มีแนวโน้มต้องการการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์มากขึ้น การบริหารความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงต้องอาศัยความสมดุลและความรอบคอบมากกว่าที่ผ่านมา ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับโครงสร้างของการส่งออก โดยมุ่งขยายโอกาสทั้งด้านตลาดและสินค้าให้หลากหลาย สร้างความเชื่อมโยงกับตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ควรเร่งเจรจาและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามและประเมินโอกาสจากพลวัตมาตรการทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาดุลยภาพทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ และทำให้การส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

"ศุภจี" เปิดตัว 7 นโยบาย "Quick Big Win" โจทย์ใหม่พาณิชย์ไทย แก้เศรษฐกิจ-ปักรากฐานอนาคต

1 ตุลาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผย 7 นโยบายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ นโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่งออกไทยอ่วม พาณิชย์เผย ทรัมป์เก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯหลายเด้ง

ส่งออกไทยอ่วม พาณิชย์เผย ทรัมป์เก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯหลายเด้ง

6 เมษายน 2568

ปลัดกระทรวงพาณิชย์เผยไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 36% เพิ่มจากอัตราภาษีที่เรียกเก็บอยู่แล้ว รวมทั้งอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหาร เริ่ม 9 เม.ย. 2568 พร้อมเตรียมมาตรการเยียวยา เจรจาลดผลกระทบ ขยายตลาดส่งออกใหม่ทดแทน

ตรุษจีนจุดสตาร์ตฟื้นราคาหมู 2569: ถอด 3 กลยุทธ์ Big Strategy แก้หมูล้นตลาด–บุกส่งออกมาเลเซีย

ตรุษจีนจุดสตาร์ตฟื้นราคาหมู 2569: ถอด 3 กลยุทธ์ Big Strategy แก้หมูล้นตลาด–บุกส่งออกมาเลเซีย

16 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ราคาหมูไทยส่งสัญญาณฟื้น หลังสมาคมผู้เลี้ยงสุกร จับมือกรมปศุสัตว์และกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้า “Big Strategy” 3 มาตรการ ทั้ง Project หมูหัน ดูดซับหมูล้นตลาด บุกส่งออกมาเลเซีย และโครงการหมูธงฟ้า พยุงราคา–ช่วยผู้บริโภค คาดตรุษจีนเป็นจุดเปลี่ยนปี 2569