สภาพัฒน์เร่งรัฐบาลใหม่จัดการงบประมาณปี 2570 และการลงทุน

สภาพัฒน์เร่งรัฐบาลใหม่จัดการงบประมาณปี 2570 และการลงทุน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้เร่งรัดให้รัฐบาลใหม่จัดการ "การบ้าน 5 ข้อ" เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีประเด็นสำคัญคือการจัดทำงบประมาณปี 2570 และเร่งรัดการลงทุน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ ชี้ว่าความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นความเสี่ยงหลัก ที่อาจฉุดให้เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัวต่ำกว่า 2% และส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ 

 

การบ้าน 5 ข้อ ของรัฐบาล

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการฯ ได้มอบ "การบ้าน 5 ข้อ" แก่รัฐบาลใหม่ เพื่อเป็นแนวทางบริหารนโยบายเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดทำงบประมาณปี 2570 และการผลักดันการลงทุนภาครัฐ ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ

1. เร่งจัดทำและเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570

ย้ำให้ตั้งรัฐบาลให้ได้ภายในเมษายน 2569 เพื่อไม่ให้การจัดทำงบปี 2570 ล่าช้า กระทบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐ

2. ดึงและเร่งการลงทุน โดยเฉพาะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ผลักดันมาตรการดึงดูดการลงทุนเอกชนและต่างชาติ (เช่น แนวคิด Thailand FastPass) และลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ด้านระบบน้ำ แก้น้ำท่วม–น้ำแล้ง พร้อมปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

3. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและภาครัฐ

ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มผลิตภาพ (productivity) และปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐ กฎระเบียบ/ใบอนุญาตให้คล่องตัวขึ้น

4. แก้ปัญหาหนี้และการเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME

เน้นจัดการหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและหนี้เสีย (NPL) รวมถึงทำให้ SME เข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่องได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดด้านเครดิตถ่วงการฟื้นตัว

5. สร้างความเชื่อมั่นและเสริมภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจในระยะยาว

เดินนโยบายที่ทำให้การฟื้นตัว “ทั่วถึงและยั่งยืน” (inclusive & sustainable) ทั้งด้านสวัสดิการที่เหมาะกับฐานะการคลัง การดูแลผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมรองรับการเติบโต

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าออกไป สภาพัฒน์ประเมินว่าหากสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ยืดเยื้อ อาจฉุดให้การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2569 ต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวลและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เพื่อบรรเทาผลกระทบ สภาพัฒน์ได้เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ เร่งดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนจำนวนกว่า 90,000 ล้านบาท โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุดช่องว่างที่อาจเกิดจากการล่าช้าของงบประมาณภาครัฐชุดใหม่ การตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วภายในช่วง มีนาคม-เมษายน จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก

บทบาทรัฐ-เอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

การประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้บรรลุผล แม้สภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวน การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนระยะยาว สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศในการเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจในอนาคต

อย่ารอแต่นโยบายรัฐ: 5 สเต็ปที่เอกชนต้องทำทันที หลังสภาพัฒน์ฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่

ภาคเอกชนควรเตรียมตัวเชิงรุกทั้งด้านกลยุทธ์การลงทุน โครงสร้างธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยง เพื่อ “เกาะ” โอกาสจากนโยบายใหม่และ “กันชน” ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์กำลังผลักดันอยู่

1. วางแผนลงทุนให้สอดรับเมกะเทรนด์และมาตรการรัฐ

  • ทบทวนพอร์ตการลงทุน เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น EV, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ดิจิทัล, ไบโอ/อาหารแห่งอนาคต ที่รัฐจะดึงลงทุนเข้าประเทศและผลักดันผ่านกลไกอย่าง Thailand FastPass

  • เตรียมโครงการลงทุนให้ “พร้อมยื่น” ทั้งแผนธุรกิจ ที่ดิน เทคโนโลยี พันธมิตร เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการเร่งรัดอนุมัติลงทุนและสิทธิประโยชน์หากมีการเปิดเฟสใหม่

2. ปรับโครงสร้างธุรกิจ-ซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่นและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

  • เร่งลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และ R&D เพื่อยกระดับผลิตภาพ (productivity) ตามทิศทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่สภาพัฒน์เน้นย้ำ

  • ทบทวนซัพพลายเชน หาแหล่งวัตถุดิบและตลาดสำรอง ลดการพึ่งพิงประเทศเดียว พร้อมใช้ดิจิทัล/ข้อมูลช่วยวางแผนสต๊อกและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพขึ้น

3. บริหารการเงิน-หนี้ และเตรียมแผนเข้าถึงแหล่งทุน

  • สำรวจโครงสร้างหนี้ของกิจการ ลดหนี้ระยะสั้น ดอกเบี้ยสูง และเตรียมรีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้รองรับช่วงดอกเบี้ยผันผวนและมาตรการกำกับหนี้ที่เข้มขึ้นจากโจทย์หนี้ครัวเรือน-หนี้เสียที่สภาพัฒน์กังวล

  • เตรียมเอกสารและระบบบัญชีให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อธนาคาร โครงการสินเชื่อ/กองทุนภาครัฐ หรือพันธมิตรการเงินต่างประเทศได้ง่ายขึ้น

4. ใช้ประโยชน์จากนโยบายดึงลงทุนและปรับปรุง Ease of Doing Business

  • ติดตามมาตรการใหม่ด้านไฟฟ้า พื้นที่ลงทุน วีซ่า-เวิร์กเพอร์มิต ที่รัฐเร่งปลดล็อกเพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุน และวางแผนใช้ให้เต็มที่ เช่น ตั้งโรงงาน/ศูนย์ R&D ในเขตที่ได้รับการเอื้อประโยชน์

  • สำหรับธุรกิจที่ทำงานกับต่างชาติ เตรียมโครงสร้างนิติบุคคล สัญญา และโครงสร้างภาษีให้พร้อม เพื่อรองรับนักลงทุนหรือพันธมิตรที่อาจเข้ามาเพิ่มจากมาตรการดึงเม็ดเงินลงทุน

5. เตรียมคน-องค์ความรู้และ ESG ให้อยู่ในระดับสากล

  • ลงทุนอัพสกิลแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัล เทคโนโลยีการผลิต และการจัดการข้อมูล ตามที่สภาพัฒน์เน้นบทบาททุนมนุษย์และนวัตกรรมในระยะ 10 ปีข้างหน้า

  • วางระบบ ESG/ความยั่งยืน การจัดการคาร์บอน และธรรมาภิบาล เพราะเป็นทั้งทิศทางของนโยบายรัฐและข้อกำหนดของนักลงทุน/ลูกค้าระดับโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการดึงลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่