
ปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี: สิทธิประโยชน์ใหม่และความท้าทายของระบบ
6 ธันวาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
การปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี กำลังทดสอบสมดุลระหว่างความมั่นคงของแรงงานไทยกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ ขณะที่นักวิชาการชี้ ระบบต้องปฏิรูปทั้งโครงสร้างบริหารและสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่แค่เพิ่มภาระการจ่าย แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นใหม่ ให้คนทำงานไม่ต้องกลัว “เจ็บป่วยไร้หลักประกัน” และ “เกษียณแล้วไม่มีเงิน”
วันที่ 2 ธันวาคม 2568 รัฐบาลไทยตัดสินใจเดินเกมปฏิรูประบบประกันสังคมครั้งสำคัญในรอบกว่า 3 ทศวรรษ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างค่าจ้างยุคเศรษฐกิจแพงและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลังใช้เกณฑ์เดิมมาตั้งแต่ปี 2538 สาระสำคัญของมาตรการใหม่ คือการปรับเพดานค่าจ้างแบบ “ขั้นบันไดทุก 3 ปี” เริ่มปี 2569 โดยตั้งเพดานใหม่ไว้ที่ 17,500 บาท ก่อนขยับเป็น 20,000 และ 23,000 บาทในอนาคต ขณะที่อัตราสมทบยังคง 5% แต่ตัวเลขที่จ่ายจริงจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้แตะเพดานปี 2569 จะจ่ายสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน แทน 750 บาทในปัจจุบัน รัฐบาลระบุว่านี่คือ “การลงทุนเพื่อความมั่นคงของระบบ” แต่ภาคเอกชนมองว่าเป็นภาระเพิ่มในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจบอบบาง ส่วนนักวิชาการเรียกร้องให้รัฐเดินสองขาพร้อมกัน—ปฏิรูปโครงสร้างและพยุงธุรกิจให้รอด
นักวิชาการ: ปรับเพดานสมทบถูกต้อง—แต่ต้องไม่โยนภาระฝ่ายเดียว
ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ติดตามประเด็นนี้มายาวนาน ระบุว่า การปรับเพดานเงินสมทบเป็น “ความจำเป็นที่ถูกเลื่อนออกไปนานเกินไป” เขามองว่าเพดานเดิมสะท้อนค่าจ้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งไม่ตอบโจทย์แรงงานไทยที่มีรายได้สูงขึ้น แต่ต้องสมทบเท่าเดิม และได้รับสิทธิไม่สัมพันธ์กับรายได้จริง “คนที่จ่ายมากขึ้นควรได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น และระบบต้องสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ค้างอยู่ในอดีต” อย่างไรก็ตาม แม้ลูกจ้างอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบชัดเจน แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญความไม่มั่นคง เขาจึงเสนอให้รัฐออกมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เช่น การลดหย่อนภาษี เพื่อประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงเปราะบาง
ความกังวลใหญ่: เงินสมทบเพิ่ม แต่ระบบบริหารยังไม่เปลี่ยน
ในสังคมมีความไม่เชื่อมั่นสะสมต่อกองทุนประกันสังคม—ตั้งแต่ประสิทธิภาพการบริหารจนถึงความโปร่งใส ทำให้การขึ้นสมทบถูกตั้งคำถามว่าเป็น “การผลักภาระ” โดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างใดๆ ผศ.ดร.ธรเห็นด้วยกับข้อกังวลนี้ และชี้ว่าควรแยกสองมิติออกจากกัน “การเพิ่มสมทบกับประสิทธิภาพในการบริหารเป็นปัญหาคนละส่วน แต่สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ และต้องพัฒนาไปพร้อมกัน” เขาย้ำว่า การเพิ่มเงินสมทบอาจเป็นแรงผลักสำคัญให้สังคมจับตาระบบใกล้ชิดขึ้น และคลอดการปฏิรูปจริงจังในที่สุด หนึ่งในข้อเสนอหลัก คือการทำให้กองทุน “เป็นอิสระจากระบบราชการ” และว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารสินทรัพย์ “ประกันสังคมไม่ควรเป็นเหมือนกรมหนึ่งในกระทรวงแรงงานที่บริหารงบประมาณมหาศาล แต่ไม่มีความคล่องตัวเหมือนกองทุนการเงินสมัยใหม่”
ละเลยความต้องการพื้นฐานไม่ได้: รักษา-ชราภาพ คือสองความกลัวของแรงงานไทย
เมื่อเงินสมทบสูงขึ้น คำถามคือผู้ประกันตนจะได้อะไรตอบแทน สำหรับผศ.ดร.ธร คำตอบมีสองด้าน—และเป็น “ความกลัวใหญ่ของคนวัยทำงานทุกคน”
- กลัวเจ็บป่วย
- กลัวเกษียณแล้วไม่มีเงิน
เขาเสนอให้ประกันสังคมยกระดับบริการรักษาพยาบาล—พัฒนาให้ดีกว่า “บัตรทอง” ไม่ใช่เพียงใช้ระบบร่วมกัน “ผู้ประกันตนจ่ายมากขึ้น ก็ควรได้บริการที่เหนือกว่ามาตรฐานเดิม” ขณะเดียวกัน ระบบบำนาญต้องยืดหยุ่นกว่าเดิม เปิดทางให้คนรายได้สูงส่งเพิ่มได้ เพื่อให้มีเงินใช้จริงหลังเกษียณ “ไม่ควรบังคับให้คนจ่ายประกันสังคม แล้วต้องซื้อประกันเกษียณเอกชนซ้ำซ้อน”
เดิมพันใหญ่ในอนาคตแรงงานไทย
การปรับเพดานเงินสมทบครั้งนี้อาจถูกจดจำว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงานไทย—หรือเป็นเพียงการเพิ่มภาระโดยไม่เปลี่ยนระบบ ปัจจัยชี้ขาด ไม่ใช่ตัวเลขเงินสมทบ แต่คือ “เจตจำนงทางการเมือง” ไทยกำลังเผชิญประชากรสูงวัย ปรับน้อยอาจไม่รอด แต่ปรับเร็วเกินไปโดยไม่ออกแบบระบบให้ทัน อาจสร้างแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ บทเรียนจากประเทศพัฒนาแล้วชี้ว่า ระบบกองทุนที่เข้มแข็งไม่ใช่ผลลัพธ์ของการส่งสมทบสูง แต่เป็นผลลัพธ์ของ การบริหารมืออาชีพ ความโปร่งใส และการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง
คำถามคือ ไทยพร้อมจะเดินไปถึงจุดนั้นหรือยัง—ก่อนที่เวลาและโครงสร้างประชากรจะบีบบังคับให้ต้องทำ มากกว่าที่อยากทำ
