ถอดรหัสนโยบาย “สุริยะ” เร่งแก้วิกฤตปุ๋ย เดินหน้าดีลรัสเซีย 2 ล้านตัน พร้อมตั้งวอร์รูมขับเคลื่อนเกษตรไทย

ถอดรหัสนโยบาย “สุริยะ” เร่งแก้วิกฤตปุ๋ย เดินหน้าดีลรัสเซีย 2 ล้านตัน พร้อมตั้งวอร์รูมขับเคลื่อนเกษตรไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • แก้วิกฤตปุ๋ยและต้นทุนการผลิต ผ่านดีลนำเข้าแม่ปุ๋ยรัสเซีย 2 ล้านตัน มาตรการปราบกักตุน และการส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์

  • ตั้ง “วอร์รูม” ขับเคลื่อน 6 ภารกิจเร่งด่วน ครอบคลุมซัพพลาย การตลาด ส่งออก น้ำ ที่ดินทำกิน และปัญหา PM2.5

  • วางกรอบปฏิรูปโครงสร้างเกษตรระยะยาว 5 ด้าน เน้นเทคโนโลยี ข้อมูลขนาดใหญ่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ทักษะเกษตรกร ตลาดนำการผลิต และบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

การเข้ารับตำแหน่งวันแรกของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งสัญญาณเชิงรุกทันที ด้วยการเร่งจัดการ “ต้นทุนการผลิต” และ “เสถียรภาพซัพพลาย” ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อภาคเกษตรไทยในปัจจุบัน

ประเด็นเร่งด่วนถูกโฟกัสไปที่ “ปุ๋ย” โดยเตรียมเดินทางเจรจากับรัสเซียเพื่อจัดหาแม่ปุ๋ยจำนวน 2 ล้านตัน หลังประเมินว่าความต้องการในประเทศยังอยู่ในระดับสูง เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งเข้มงวดให้ตรวจสอบและปราบปรามการกักตุนปุ๋ยในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมีและยกระดับความยั่งยืนในระยะยาว

ในเชิงการบริหารจัดการ รัฐมนตรีได้สั่งตั้ง “วอร์รูม” เพื่อติดตามและขับเคลื่อน 6 ภารกิจเร่งด่วน ได้แก่ การดูแลผลกระทบต้นทุนน้ำมันขนส่งสินค้าเกษตรจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การขยายตลาดส่งออกผ่านกลไกทูตเกษตร การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability) การยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำ การเร่งจัดสรรที่ดินทำกิน และการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ผ่านแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและคาร์บอนเครดิต

ขณะเดียวกัน ยังมีการวางกรอบนโยบายระยะยาว 5 ด้าน เพื่อยกระดับโครงสร้างภาคเกษตร ได้แก่ การนำเทคโนโลยีและข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาทักษะเกษตรกร การขับเคลื่อนตลาดนำการผลิต และการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น ราคาพลังงานและมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร รัฐมนตรีเตรียมประสานงานกับกระทรวงพลังงานและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อผลักดันมาตรการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

ทิศทางนโยบายในระยะสั้นสะท้อนการเร่งแก้ปัญหาซัพพลายและต้นทุน ขณะที่ระยะยาวมุ่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรสู่ความยั่งยืนและแข่งขันได้มากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือความสามารถในการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

AI และ Big Data: โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเกษตรยุค Climate Change สำหรับพยากรณ์ผลผลิตและบริหารความเสี่ยงอาหาร

AI และ Big Data กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเกษตรยุค Climate Change เพราะช่วยพยากรณ์ผลผลิตได้แม่นยำกว่าการอาศัยประสบการณ์หรือสถิติแบบเดิมที่ใช้ข้อมูลอดีตอย่างเดียว การรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม ดิน น้ำ และประวัติการปลูกเข้าด้วยกัน ทำให้ระบบสามารถตรวจจับสัญญาณเสี่ยงภัยแล้ง น้ำท่วม หรือโรคพืชล่วงหน้า และคาดการณ์ผลผลิตในระดับแปลงจนถึงระดับประเทศได้แบบใกล้เรียลไทม์ เกษตรกรจึงวางแผนเพาะปลูก จัดการปุ๋ย น้ำ และแรงงานอย่างรุกเชิง ลดการสูญเสียจากเหตุสุดขั้ว ขณะที่ภาครัฐและเอกชนใช้ข้อมูลเชิงพยากรณ์นี้ออกแบบมาตรการประกันราคา สินเชื่อ และนโยบาย Climate-Smart Agriculture เพื่อกระจายและบริหารความเสี่ยงด้านอาหารในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง