
IMF-ธนาคารโลก ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2568 ฟื้นตัวเปราะบาง
21 ตุลาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้สรุปผลการหารือที่สำคัญยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยกระทรวงการคลัง ประเทศไทย ได้รายงานผลการเข้าร่วมและหารือในฐานะประเทศสมาชิก นำโดยนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ไว้ที่ 3.2% แต่ได้ย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่าเป็นการฟื้นตัวที่ยังคง “เปราะบาง” และรายล้อมไปด้วยความเสี่ยงนานัปการ ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์, แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่, และความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและการวางแผนทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคและจุลภาคทั่วโลก
ในรายละเอียดของการประชุม ธนาคารโลกและ IMF ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินนโยบายที่รอบคอบเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อน นอกจากประเด็นเศรษฐกิจมหภาคแล้ว ประเด็นด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นหัวข้อสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานธนาคารโลกประจำประเทศไทยได้มีการจัดประชุม "Thailand 2050: Climate and Water Futures V" ขึ้นก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักและการให้ความสำคัญของประเทศไทยต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองกับนานาชาติ
สำหรับภาคธุรกิจไทย ผลการประชุมครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความจำเป็นในการปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นในกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในภาคการส่งออกและภาคการลงทุนที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน การที่ IMF คาดการณ์การเติบโตที่เปราะบางนี้ ย่อมหมายถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ในปี 2569 ซึ่งเป็นโอกาสทองในการแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีโลก นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศและน้ำตามที่สะท้อนจากการประชุมในประเทศ ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยควรเร่งลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวภายใต้กระแสความยั่งยืนระดับโลก
การเป็นเจ้าภาพการจัดงานถือโอกาสทองในการแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีโลก
บทบาทของ IMF และ World Bank
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและส่งเสริมการพัฒนาของประเทศสมาชิก โดย IMF เน้นดูแลเสถียรภาพทางการเงิน การช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาด้านดุลการชำระเงิน และให้คำแนะนำด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ส่วน World Bank มุ่งเน้นการลดความยากจน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสุขภาพ
ทั้งสององค์กรมีบทบาทร่วมกันในการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อโลกในอนาคต
โอกาสของผู้ประกอบการไทย
โอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน IMF-World Bank Annual Meetings ปี 2569 มีหลายมิติที่สำคัญและควรได้รับการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ภาคการส่งออก การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน:
1. โอกาสในการแสดงศักยภาพระดับโลก
งานประชุมนี้จะมีผู้เข้าร่วมกว่า 12,000–18,000 คน จากสมาชิก IMF และธนาคารโลกกว่า 190–200 ประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ นโยบาย และเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างประเทศโดยตรง.
2. โอกาสในการส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือ
งานนี้เป็นเวทีดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาศูนย์ประชุม การบริการ และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ยุทธศาสตร์ของประเทศต้องการผลักดัน เช่น AI, Green Economy, เศรษฐกิจหมุนเวียน.
3. โอกาสทางการค้าและการท่องเที่ยว
ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม การขนส่ง และบริการต่างๆ สามารถนำเสนอความโดดเด่นของไทยผ่านผลิตภัณฑ์ ศิลปะวัฒนธรรม และบริการ เพื่อสร้างความประทับใจแก่แขกจากทั่วโลก เพิ่มรายได้และขยายฐานลูกค้าต่างชาติในระยะยาว.
4. เพิ่มบทบาทกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
เป็นเวทีสร้างภาพลักษณ์ไทยในฐานะผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก เปิดโอกาสให้ประเทศนำเสนอนโยบายและแนวคิดใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ระบบการเงินดิจิทัล และโซลูชั่นในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อม.
5. โอกาสร่วมกิจกรรมพิเศษและนวัตกรรม
ภาครัฐและเอกชนจะจัดกิจกรรมคู่ขนาน เช่น การประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ และสื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงกิจกรรมสร้างความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก เปิดพื้นที่แสดงนวัตกรรมไทย.
แนวทางสำหรับผู้ประกอบการไทย
- เตรียมปรับกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์องค์กรระดับโลกและข้อกำหนด ESG
- พัฒนาภาพลักษณ์องค์กรด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นพาร์ตเนอร์และรับการลงทุนจากต่างชาติ
- ร่วมประชาสัมพันธ์ประเทศและนำเสนอศักยภาพธุรกิจใหม่ผ่านกิจกรรม คู่ขนานและนิทรรศการระหว่างการประชุม
- สร้างเครือข่ายกับผู้นำเศรษฐกิจจากต่างประเทศผ่านการพบปะในงานและกิจกรรมต่างๆ
เว็บไซต์หลักข้อมูลงานปี 2569: https://www.am2026thailand.go.th
ย้อนอดีต IMF-World Bank ครั้งแรกในไทย ปี 2534
-
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม พ.ศ. 2534
-
มีประเทศสมาชิกกว่า 150 ประเทศเข้าร่วม โดยผู้นำสูงสุดด้านการเงินและเศรษฐกิจจากแต่ละประเทศเดินทางมาร่วม เช่น รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง
-
สถานที่จัดงานคือ “ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ซึ่งได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับการประชุมระดับโลกครั้งนี้โดยเฉพาะ
-
เป้าหมายหลักของการประชุมคือการแลกเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก, รับฟังข้อเสนอและความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา, ถกร่างยุทธศาสตร์ร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก
-
ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมปี 2534 คือการเปิดโอกาสให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาทและเสนอแนวทางต่อเสถียรภาพทางการเงินโลก รวมถึง การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศสมาชิก
-
ประเทศไทยได้รับคำชมด้านความพร้อมและการบริหารจัดการงาน สร้างชื่อเสียงว่าเป็นหนึ่งในเจ้าภาพที่ดีที่สุดของการประชุมชุดนี้ รวมถึงเปิดโอกาสการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก

