ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย": เมื่อประเทศไทยติดกับดัก "เชิงโครงสร้าง" ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต

ถอดรหัส "คนป่วยแห่งเอเชีย": เมื่อประเทศไทยติดกับดัก "เชิงโครงสร้าง" ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต

พลีธรรม ตริยะเกษม / บรรณาธิการ

จาก "เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย" ที่เคยคำรามกึกก้อง สู่ภาวะ "ผู้ป่วยเรื้อรัง" ที่เติบโตต่ำเพียงร้อยละ 2 ต่อปี อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังกว่าเพื่อนบ้าน? บทความนี้จะพาคุณไปวินิจฉัยโรคทางเศรษฐกิจผ่านเลนส์ของทฤษฎีระดับโลกอย่าง Why Nations Fail เพื่อชี้ให้เห็นว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงิน แต่อยู่ที่ "ระบบกติกา" และ "การผูกขาดโอกาส" ที่บั่นทอนศักยภาพของคนทั้งประเทศ พร้อมร่วมหาทางออกสู่การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจที่เท่าเทียม เพื่อปลุกเสือตัวนี้ให้กลับมาผงาดได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง


จากเสือเศรษฐกิจสู่ผู้ป่วยเรื้อรัง

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามทศวรรษก่อน ภาพจำของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือ "เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย" (ต่อจากสี่เสือเดิม ฮ่องกง, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และไต้หวัน)  ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลข GDP สูงถึงร้อยละ 13 ในปี 2531 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติ ทว่าภาพความรุ่งเรืองนั้นกำลังกลายเป็นเพียงความทรงจำ เมื่อสื่อเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Financial Times ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ที่สร้างความตระหนกไปทั่ววงการธุรกิจ โดยขนานนามประเทศไทยว่าเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" (Sick Man of Asia)

คำกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ติดขัดและขาดแรงส่งอย่างรุนแรง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามสามารถรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้สูงกว่าร้อยละ 5 หรือ 8 ในบางปี แต่ไทยกลับติดอยู่ในหลุมดำของการเติบโตต่ำเพียงร้อยละ 2 ต่อปีต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งทศวรรษ คำถามสำคัญที่นักธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนไทยต้องร่วมกันหาคำตอบคือ ทำไมประเทศที่มีพื้นฐานดี ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง กลับต้องตกอยู่ในสถานะล้าหลังกว่าคู่แข่งในภูมิภาคเช่นนี้

อาการทางเศรษฐกิจ: สัญญาณเตือนภัยเชิงโครงสร้าง

เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการ สั่งสมตัว (Accumulation) ของปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน:

  1. สังคมสูงวัย (Aged Society): ที่มาเร็วกว่าความพร้อมด้านทรัพยากร ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปี 2568 อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังแรงงานและฐานผู้บริโภค ขณะที่ระบบสวัสดิการยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรองรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น

  2. หนี้ครัวเรือน: อยู่ในระดับวิกฤตเกือบร้อยละ 90 ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย ภาวะนี้บีบให้ครัวเรือนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้แทนการบริโภคหรือลงทุน ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัว

  3. การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน: โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหลัก กำลังถูกกดดันจากสินค้าจีนราคาถูกและการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ค่ายรถยนต์ระดับโลกต้องปรับลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงาน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากปัจจัยด้านความปลอดภัยและการแข่งขันจากเพื่อนบ้าน

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอาการที่ปรากฏบนพื้นผิว หากต้องการรักษาให้หายขาด เราจำเป็นต้องวินิจฉัยลึกไปถึงรากเหง้า นั่นคือ "ระบบกติกาของประเทศ" ที่กำหนดพฤติกรรมของผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

วินิจฉัยรากเหง้าด้วยทฤษฎี Why Nations Fail

เพื่อให้เข้าใจปัญหาได้ชัดเจนขึ้น เราสามารถใช้กรอบแนวคิดจากหนังสือ Why Nations Fail ของ Daron Acemoglu และ James A. Robinson เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์มาเป็นเลนส์วิเคราะห์ หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จหรือล้มเหลวของชาตินั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของ "สถาบัน" (Institutions) หรือระบบกติกาและโครงสร้างอำนาจ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภท:

  • ระบบแบบเปิดกว้าง (Inclusive Institutions): กติกาที่ส่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ มีสิทธิในทรัพย์สิน กฎหมายเป็นธรรม และแข่งขันเสรี ระบบนี้จะสร้างแรงจูงใจให้นวัตกรรมเกิดขึ้น เพราะคนมั่นใจว่าความสำเร็จจะตกเป็นของตนอย่างแท้จริง

  • ระบบแบบกีดกันหรือสูบเลือด (Extractive Institutions): กติกาที่ออกแบบมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ (Elite) โดยรวมศูนย์อำนาจและโอกาสไว้ที่ชนชั้นนำ กฎเกณฑ์มักถูกเปลี่ยนเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และกีดกันคนส่วนใหญ่ไม่ให้เข้าถึงโอกาสเพื่อป้องกันการเกิดคู่แข่งใหม่มาท้าทายอำนาจเดิม
     


 

เมื่อโครงสร้างอำนาจและโอกาสของไทยยังไม่เป็นธรรม

ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นผลลัพธ์จากกลไกการจัดสรรทรัพยากรที่มีลักษณะ "เอื้อพวกพ้องและกีดกันคนส่วนใหญ่" ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูงและมีการผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น พลังงาน โทรคมนาคม และค้าปลีก ทำให้รายย่อยหรือสตาร์ทอัพเติบโตได้ยาก เมื่อโอกาสถูกจำกัด คนส่วนใหญ่จึงขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะเพราะไม่สามารถฝ่าฟัน "กำแพงที่มองไม่เห็น" ไปได้

นอกจากนี้ มิติทางการเมืองยังซ้ำเติมปัญหาด้วยความไม่ต่อเนื่องของนโยบายและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจ ทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่น ผนวกกับระบบราชการที่ซับซ้อน ล้าหลัง และขาดความโปร่งใส กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ขัดขวางการลงทุนคุณภาพสูง

แนวทางการปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากร

ทางออกไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้นอย่างการแจกเงิน แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างใน 4 มิติ:

  1. การแข่งขันที่เป็นธรรม: บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างเข้มงวด ลดการผูกขาด และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อให้ SME กล้าทดลองนวัตกรรมและ "ล้มแล้วลุก" ได้โดยไม่ถูกตีตรา

  2. การลงทุนในทุนมนุษย์: ปฏิรูปการศึกษาให้เชื่อมโยงกับทักษะแห่งอนาคต และสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้าถึงได้ทุกพื้นที่เพื่อปลดล็อกศักยภาพของประชากรให้ มีส่วนร่วมขับเคลื่อน (Contribute) เศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

  3. ประสิทธิภาพและโปร่งใส: นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในระบบราชการและการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินทรัพยากรชาติ พร้อมสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนรองรับสังคมสูงวัย

  4. ฉันทามติทางนโยบาย: สร้างกรอบนโยบายเศรษฐกิจระยะยาวที่ข้ามผ่านพรรคการเมือง เพื่อให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไปได้ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล

บทสรุป: ทางแยกของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ที่ทางแยกประวัติศาสตร์ ระหว่างการยอมรับชะตากรรมเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ต่อไป หรือจะลุกขึ้นปฏิรูป "ระบบกติกา" เพื่อสร้างอนาคตใหม่ หากเราพร้อมที่จะออกแบบกติกาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP แต่มุ่งเน้นที่ "คุณภาพชีวิตและโอกาสที่เท่าเทียม" ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ความเจริญที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง เพราะความรุ่งเรืองไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบที่ถูกต้อง

ความรุ่งเรืองไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบที่ถูกต้อง