ปลดล็อกสองโอกาสทอง ‘โซลาร์–รางรถไฟ’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ปลดล็อกสองโอกาสทอง ‘โซลาร์–รางรถไฟ’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีสองปัจจัยชี้ชะตาการเติบโตในทศวรรษหน้า—ระบบราง และ พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งสองเสาหลักนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน แต่ยังสร้าง “ตลาดใหม่” มูลค่ารวมระดับล้านล้านบาทที่พร้อมผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ยกระดับครั้งใหญ่ หากได้รับการปลดล็อกอย่างจริงจัง

เสียงสะท้อนสำคัญจาก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการเร่งปฏิรูปครั้งนี้ โดยเสนอว่ารัฐบาลควร

“ใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ทั้งการเร่งสนับสนุนโซลาร์ทั่วประเทศ และการเปิดให้เอกชนใช้ระบบรางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระขาดทุนของรัฐ

ส่วนที่ 1 ระบบราง: เครื่องยนต์ใหม่ของต้นทุนโลจิสติกส์ไทย

ประเทศไทยมีโครงข่ายรางยาวกว่า 4,000 กม. แต่ส่วนใหญ่ยังเป็น รางเดี่ยว ทำให้ศักยภาพการเดินรถถูกจำกัดและไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่มีระบบรางที่ทันสมัยได้ ความล่าช้าในระบบขนส่งนี้คือหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ทำให้ไทยเสียโอกาสมานานหลายปี

1.1 รางคู่—หัวใจการลดต้นทุนโลจิสติกส์

การเร่งลงทุนใน โครงการรางคู่ คือกุญแจสำคัญ การเปลี่ยนจากรางเดี่ยวเป็นรางคู่จะเพิ่มความเร็ว ความถี่ และปริมาณการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าหนักระยะไกลที่ควรถูกโยกจากถนนมาสู่รางเพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ

ขณะนี้ไทยยังพึ่งพาถนนเป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า หากสามารถเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าผ่านราง จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระดับโครงสร้าง

1.2 เปิดรางให้เอกชนใช้—เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความคุ้มค่า

ดร.ศุภวุฒิชี้ชัดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยังใช้รางไม่คุ้มค่า ทั้งที่เป็นสินทรัพย์มหาศาลของประเทศ และยังประสบปัญหาขาดทุนเรื้อรัง การอนุญาตให้เอกชนเข้ามาใช้รางสำหรับขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร จะเพิ่มการใช้ประโยชน์รางทั้งระบบ ขยายรายได้ให้ภาครัฐ และกระตุ้นการแข่งขันซึ่งนำไปสู่บริการที่ดีขึ้นและต้นทุนต่ำลง

1.3 TOD: มูลค่าใหม่รอบสถานี

การพัฒนาระบบรางยังเปิดโอกาสเกิด Transit-Oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสถานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ในหลายจังหวัด สร้างงาน กระตุ้นธุรกิจ และเพิ่มรายได้ให้รัฐในระยะยาว

ส่วนที่ 2 โซลาร์: พลังงานยุทธศาสตร์สู่อนาคต EV–ESS

ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มพลังงานสะอาดเป็น 50% ภายในปี 2040 โดยพลังงานแสงอาทิตย์คือทรัพยากรธรรมชาติที่ไทยมีศักยภาพสูงที่สุด แต่ยังถูกใช้ไม่เต็มที่

ดร.ศุภวุฒิเน้นว่า โซลาร์เป็นพลังงานที่ “ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ” แตกต่างจากก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าปีละ 8–9 พันล้านดอลลาร์ ดังนั้นการเร่งสนับสนุนโซลาร์ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างที่ข้อเสนอภาครัฐบางช่วงให้ความสำคัญ คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อลดการนำเข้าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน

2.1 ESS: ทำให้โซลาร์เป็นพลังงานหลักได้จริง

โซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน ทำให้ Energy Storage System (ESS) กลายเป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ ESS จะเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่เก็บพลังงานไว้ใช้ในยามที่ไม่มีแสงแดด ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล ทั้งในระดับบ้านเรือน โรงงาน ไปจนถึงระดับประเทศ

2.2 ปลดล็อก P2P Trading: แรงกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุด

ปัจจุบัน Solar Rooftop ถูกจำกัดด้วยราคาการรับซื้อไฟส่วนเกินที่ต่ำ การเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P) จะทำให้ประชาชนและธุรกิจสามารถขายไฟให้กันเองได้โดยตรง สร้างแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์อย่างกว้างขวาง และเปลี่ยนโซลาร์ให้กลายเป็นพลังงานหลักที่ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตได้จริง

2.3 วางรากฐานสู่ศูนย์กลางแบตเตอรี่ EV

การพัฒนา ESS จะยกระดับความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานได้ครบห่วงโซ่ จะผลักดันประเทศสู่การเป็น ฮับการผลิตแบตเตอรี่ EV ของอาเซียน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มูลค่าเพิ่มสูงและเติบโตเร็วที่สุดในโลก

สรุป: ทางเลือกวันนี้คือจุดกำเนิดเศรษฐกิจทศวรรษหน้า

ทั้งระบบรางคู่ การเปิดรางให้เอกชนใช้ การปลดล็อกโซลาร์ทั่วประเทศ ESS และ P2P Trading ล้วนเป็นโครงการที่มีมูลค่ารวมระดับ ล้านล้านบาท มีพลังในการลดต้นทุนประเทศอย่างถาวร และเพิ่มศักยภาพแข่งขันในระยะยาว

ข้อเสนอของ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ จึงเป็นทิศทางที่ชัดเจน—ประเทศต้อง “ใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่แล้วให้คุ้มค่าที่สุด” ทั้งรางรถไฟและแสงแดด หากรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปด้วยความกล้าหาญและโปร่งใส ประเทศไทยจะสามารถคว้าโอกาสทองครั้งนี้ และก้าวสู่เศรษฐกิจทศวรรษใหม่ที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของไทย: สัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในความเติบโต

เบื้องหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของไทย: สัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในความเติบโต

20 พฤษภาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2568 ขยายตัว 3.1% แต่ซ่อนความไม่สมดุล ส่งออกพึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การบริโภคชะลอ การลงทุนเอกชนลดลง และสภาพัฒน์ปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 1.8% พร้อมเผยข้อเสนอแนะนโยบายรับมือช่วงเวลาท้าทายที่รออยู่

กนง. ลดดอกเบี้ยสู่ 1.00% พร้อมส่งสัญญาณเตือน 6 เรื่อง ที่นักธุรกิจไม่ควรมองข้าม

กนง. ลดดอกเบี้ยสู่ 1.00% พร้อมส่งสัญญาณเตือน 6 เรื่อง ที่นักธุรกิจไม่ควรมองข้าม

26 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.00% ต่อปี ในแง่หนึ่งคือสัญญาณผ่อนคลาย แต่เบื้องหลังตัวเลขดอกเบี้ยที่ลดลง 0.25% มีสัญญาณเตือน 6 เรื่องที่ กนง. ส่งมาถึงนักธุรกิจโดยตรง ตั้งแต่สินเชื่อที่ยังไม่ไหลถึงมือ SMEs บาทที่แข็งเกินพื้นฐาน กำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ

24 มีนาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก ทางออกสู่ประเทศรายได้สูงที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ทลายกำแพงประเทศรายได้ปานกลาง: เมื่อการเติบโต 2.6% เป็นสัญญาณอันตราย และแผนปฏิรูป SMEs ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยตลอดกาล

เศรษฐกิจไทยยุคภูมิใจไทย: ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางโอกาสและโจทย์ท้าทาย

เศรษฐกิจไทยยุคภูมิใจไทย: ฟื้นตัวแบบประคองตัว ท่ามกลางโอกาสและโจทย์ท้าทาย

9 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบประคองตัวบนฐานเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนและการไหลกลับของ Fund Flow สู่ตลาดทุนไทย นโยบาย “10 Plus” และ “คนละครึ่ง พลัส” ผสานกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว ช่วยเปิดโอกาสเติบโตให้กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก เกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมใหม่ แม้ยังต้องจับตาวินัยการคลัง หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์