
แนวโน้มเทคโนโลยีการศึกษาในปี 2025
1 เมษายน 2568
Business Leader x PROMPTSKILL / Editor
ตลาด EdTech ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านล้านบาท ภายในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่มากกว่า 17% นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และพัฒนา (L&D) เนื่องจากเทคโนโลยีอย่าง AI, การเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้, รวมถึงการเรียนรู้แบบเสมือนจริง (VR) และเสริมจริง (AR) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลักในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการ EdTech การติดตามทุกความเคลื่อนไหวอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือ โดยเราได้รวบรวม 10 แนวโน้มสำคัญของ EdTech ในปี 2025 ที่คุณควรรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของการเรียนรู้ดิจิทัล
ตลาด EdTech ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 20 ล้านล้านบาท (598.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่มากกว่า 17% นับเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับนักการศึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และพัฒนา (L&D) เนื่องจากเทคโนโลยีอย่าง AI, การเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้, รวมถึงการเรียนรู้แบบเสมือนจริง (VR) และเสริมจริง (AR) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลักในอุตสาหกรรมนี้ ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวงการ EdTech การติดตามทุกความเคลื่อนไหวอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เราอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือ โดยเราได้รวบรวม 10 แนวโน้มสำคัญของ EdTech ในปี 2025 ที่คุณควรรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของการเรียนรู้ดิจิทัล
แนวโน้ม EdTech
1. ระบบการเรียนรู้แบบปรับแต่งเฉพาะบุคคลด้วย AI (Personalised Learning by AI)
AI กำลังเปลี่ยนแปลงวงการศึกษา โดยเฉพาะในด้านการเรียนรู้แบบปรับแต่งเฉพาะบุคคล แพลตฟอร์ม AI เช่น Squirrel AI และ Microsoft’s Reading Coach ช่วยให้นักการศึกษาวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และรูปแบบการเรียนรู้ที่ผู้เรียนชื่นชอบได้อย่างแม่นยำ แพลตฟอร์มเหล่านี้ปรับโปรแกรมและเนื้อหาให้เหมาะกับจังหวะและรูปแบบของผู้เรียนแต่ละคน
ระบบการเรียนรู้ด้วย AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังซึ่งช่วยให้ไม่มีนักเรียนคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง อีกทั้งยังช่วยให้นักการศึกษาสามารถแทรกแซงได้อย่างตรงจุด การเรียนรู้แบบปรับแต่งเฉพาะบุคคลเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมีส่วนร่วม แรงจูงใจ และสุดท้ายคือความสามารถในการรักษาผู้เรียนออนไลน์
2. การเล่นเกมเพื่อการเรียนรู้และการเรียนรู้แบบเสมือนจริงด้วย VR/AR
เมื่อพูดถึงการเรียนรู้แบบเสมือนจริง AR และ VR กำลังเปิดโลกแห่งความเป็นไปได้ นักเรียนทุกวัยสามารถเดินทางไปยังกรุงโรมโบราณในวันหนึ่ง หรือสำรวจโครงสร้างทางกายวิภาคที่ซับซ้อนในวันถัดไป AR และ VR ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่น่าจดจำและลงมือทำจริง นอกจากนี้ยังช่วยให้นักเรียนฝึกฝนทักษะในสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ เมื่ออุปกรณ์ VR และ AR มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น การใช้งานในห้องเรียนและพื้นที่การเรียนรู้ทั่วโลกก็จะเพิ่มขึ้น
3. การขยายตัวของ Micro-Credential
Micro-Credentials กำลังได้รับความนิยมเป็นทางเลือกใหม่ในการรับรองและตรวจสอบทักษะและความรู้ นอกจากนี้ยังช่วยให้นักเรียนสามารถแสดงความสำเร็จของตนเองได้ในรูปแบบที่มีชีวิตชีวามากขึ้น Micro-Credentials คือรูปแบบการรับรองความสามารถเฉพาะด้านในลักษณะขนาดเล็ก (micro) ที่เน้นการพัฒนาทักษะหรือสมรรถนะเฉพาะเจาะจง โดยผู้ที่ได้รับการรับรองจะต้องแสดงหลักฐานหรือผลงานที่พิสูจน์ว่ามีความสามารถในด้านนั้นจริง เช่น การทำงานจริงหรือการเรียนรู้จากประสบการณ์
คุณสมบัติและลักษณะของ Micro-Certification
- การรับรองความสามารถเฉพาะเจาะจง ใบรับรองหรือ Digital Badge ที่ออกให้ระบุถึงทักษะหรือสมรรถนะที่ชัดเจน เช่น การเขียนโปรแกรม การจัดการโครงการ เป็นต้น.
- ขนาดเล็กและยืดหยุ่น ใช้เวลาเรียนรู้สั้นกว่าใบปริญญา อาจเป็นคอร์สระยะสั้น (short course) หรือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่ใหญ่กว่า.
- Skill-Based Learning มุ่งเน้นผลลัพธ์จากการเรียนรู้ (Learning Outcomes) มากกว่าการเรียนตามเวลา เช่น การพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง.
- Recognition of Prior Learning (RPL) สามารถใช้ประสบการณ์ทำงานมาเป็นหลักฐานเพื่อขอรับการรับรองได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการเรียนในระบบเสมอไป.
- Stackable Credentials ใบรับรองหลายใบสามารถรวมกันเพื่อแสดงถึงทักษะขั้นสูงขึ้น หรือสร้างเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคลได้ (learning pathways).
- Digital Format มักอยู่ในรูปแบบ Digital Badge หรือ Skill Transcript ที่สามารถแสดงผลออนไลน์ได้.
4. รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานและยืดหยุ่น
ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้เรียนในปี 2025 แม้ว่าการศึกษาออนไลน์จะมีข้อดีมากมาย แต่หลายคนยังต้องการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันระหว่างการศึกษา ผู้ให้บริการด้านการศึกษาจำเป็นต้องผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ออนไลน์และแบบพบหน้าเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากทั้งสองรูปแบบ รูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานและยืดหยุ่น เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนการสอนแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้แบบออนไลน์หรือด้วยตนเอง โดยมีความยืดหยุ่นในด้านเวลา สถานที่ และวิธีการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ลักษณะสำคัญของรูปแบบนี้ เช่น
- การผสมผสานรูปแบบการเรียนรู้
การเรียนในห้องเรียนปกติควบคู่กับการเรียนออนไลน์ เช่น การใช้ระบบจัดการเรียนรู้ (LMS) หรือแหล่งข้อมูลดิจิทัล. ผู้เรียนสามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ได้ตามความถนัดและความสนใจ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมในห้องเรียน หรือศึกษาด้วยตนเองผ่านสื่อออนไลน์
- ความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้
ผู้เรียนสามารถกำหนดเวลาและสถานที่ในการศึกษาได้เอง เช่น เรียนจากบ้านหรือสถานที่อื่นที่สะดวก. มีตัวเลือกให้ผู้เรียนปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือเนื้อหาการเรียนตามความต้องการ เช่น การกำหนดเป้าหมายส่วนบุคคล และปรับจังหวะการเรียนให้เหมาะสมกับตนเอง
- บทบาทของครูผู้สอน ครูทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator)
ให้คำแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด แทนที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมด. การใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ เช่น การใช้ Zoom สำหรับนักเรียนที่เข้าร่วมจากระยะไกล หรือระบบกล้องติดตามอัตโนมัติในห้องเรียน HyFlex.
5. การวิเคราะห์ข้อมูลการเรียนเพื่อการเรียนการสอนเฉพาะบุคคล
การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวข้องกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ พฤติกรรม และผลลัพธ์ของนักเรียน ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่นักการศึกษาติดตามผลสัมฤทธิ์และปรับแนวทางในการสอน การใช้ AI และ Big Dataช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) โดยทำให้สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการ ความชอบ และความสามารถของแต่ละบุคคลได้
6. เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับระบบรับรองที่ปลอดภัย (Blockchain e-certification)
เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังกลายเป็นวิธีที่ปลอดภัยและโปร่งใสกว่าในการจัดการข้อมูลรับรองทางการศึกษา Blockchain e-certification เป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการออกและจัดการใบรับรองทางดิจิทัล ซึ่งมีข้อดีที่โดดเด่นหลายประการ โดยใบรับรองที่ใช้บล็อกเชนมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากข้อมูลถูกเข้ารหัสและจัดเก็บในระบบที่ไม่สามารถแก้ไขได้ (Immutable Ledger) ทำให้ยากต่อการปลอมแปลงหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูล เนื่องจากการใช้กลไกกระจายศูนย์ (Decentralized) ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือการสูญเสียข้อมูล การตรวจสอบที่ง่ายและรวดเร็ว ใบรับรองสามารถตรวจสอบได้ทันทีผ่านลิงก์หรือ QR Code โดยไม่ต้องติดต่อผู้ให้บริการ ทำให้กระบวนการตรวจสอบสะดวกและรวดเร็ว หรือ ผู้ตรวจสอบ เช่น นายจ้างหรือสถาบันอื่น สามารถเข้าถึงข้อมูลใบรับรองได้โดยตรง เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการและลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง ระบบบล็อกเชนช่วยลดโอกาสในการปลอมแปลงใบรับรอง เนื่องจากทุกการเปลี่ยนแปลงจะถูกบันทึกไว้ในระบบอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ และที่สำคัญสนับสนุนความยั่งยืน การใช้ใบรับรองดิจิทัลแทนเอกสารกระดาษช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม. Blockchain e-certification เป็นโซลูชันที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการใบรับรองในยุคดิจิทัล ทั้งยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และลดต้นทุนให้กับองค์กรและผู้ใช้งาน
7. AI ช่วยสร้างเนื้อหาและจัดเรียงข้อมูล
มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การสร้างเนื้อหา ไปจนถึงการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้เรียน ด้านล่างคือวิธีที่ AI ช่วยในการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์: เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT หรือ synthesia สามารถสร้างเนื้อหาคุณภาพสูง เช่น แผนบทเรียน สื่อมัลติมีเดีย และแบบทดสอบเชิงโต้ตอบได้ AI ซึ่งสามารถนำมาใช้การออกแบบโครงสร้างหลักสูตร การสร้างและปรับปรุงเนื้อหา แปลภาษาแบบเรียลไทม์ รวมทั้งปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะกับผู้เรียนต AI ใช้ข้อมูลของผู้เรียนเพื่อปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับความต้องการและสไตล์การเรียนรู้เฉพาะบุคคล เช่น การใช้ Adaptive Learning
ที่มา Synthesia
8. เครื่องมือส่งเสริมความยั่งยืนในการศึกษาดิจิทัล (Sustaintability in e-learning)
ระบบจัดการการเรียนรู้ที่ประหยัดพลังงาน หนังสือดิจิทัล ห้องทดลองเสมือนจริง และเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ กำลังถูกพัฒนาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากภาคการศึกษา
9. การรวมแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางสังคม
แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยแก้ไขปัญหาการโดดเดี่ยวทางสังคมจากการเรียนรู้ออนไลน์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านฟอรัมสนทนา โครงการกลุ่ม และกิจกรรม peer-to-peer
10. ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความปลอดภัยทางไซเบอร์ใน EdTech
บริษัท EdTech จะลงทุนมากขึ้นในมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ เช่น การเข้ารหัส กระบวนการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน และเครื่องมือตรวจจับภัยคุกคาม เพื่อปกป้องข้อมูลนักศึกษาและสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ออนไลน์