ห่วงโซ่ยุทธศาสตร์: ทำไมไต้หวันถึงเป็นเดิมพันที่โลกยอมแพ้ไม่ได้

ห่วงโซ่ยุทธศาสตร์: ทำไมไต้หวันถึงเป็นเดิมพันที่โลกยอมแพ้ไม่ได้

กองบรรณาธิการ

สรุปประเด็น

  1. จากมุมมองปักกิ่ง การคุมไต้หวันได้คือการเจาะทะลุเกราะป้องกันของ First Island Chain เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และเพิ่มอำนาจกดดันเส้นทางเดินเรือและการค้าของทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศในอาเซียน

  2. ไต้หวัน และ TSMC กลายเป็น “สินทรัพย์ยุทธศาสตร์” ที่ผูกโยงเรื่องอธิปไตย ความมั่นคงชาติ และการช่วงชิงอำนาจนำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

  3. แนวคิด Silicon Shield ทำให้กำลังการผลิตชิปขั้นสูงของไต้หวันถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองการทูต ทั้งในเวทีทวิภาคีและพหุภาคี

  4. สำหรับไทยและประเทศขนาดกลาง ประเด็นเซมิคันดักเตอร์ไม่ใช่แค่โอกาสลงทุน แต่คือโจทย์นโยบายต่างประเทศ: จะรักษาดุลยภาพระหว่างมหาอำนาจอย่างไร โดยไม่ถูกดูดเข้าไปเป็น “สนามแข่งขันชิป” ของคนอื่น

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการแยกตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) เกาะไต้หวันได้กลายเป็น "จุดศูนย์กลางของพายุ" ที่มหาอำนาจทั้งสองฝ่ายไม่อาจถอยหลังได้ เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์นี้ด้วยวิธีคิดแบบ MECE ที่จัดประเด็นให้ไม่ซ้ำกันและครอบคลุมทุกด้าน จะยิ่งเห็นว่าปัญหานี้ซับซ้อนกว่าความขัดแย้งเรื่องพรมแดนเพียงอย่างเดียว

ในนามของ The Business Leader เราขอนำเสนอบทความวิเคราะห์เชิงลึกชิ้นนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "Understanding Geopolitics Series" ซีรีส์บทความพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้นำธุรกิจและผู้บริหารเข้าใจพลวัตของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความซับซ้อน เพื่อเตรียมความพร้อมและวางกลยุทธ์รับมือกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

1. ปราการทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
(The Geopolitical Fortress)

ไต้หวันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเกาะแห่งหนึ่ง แต่คือ "ข้อต่อยุทธศาสตร์" ที่สำคัญที่สุดในแนวห่วงโซ่เกาะชั้นแรก (First Island Chain) ซึ่งเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติที่กั้นขวางอำนาจทางทะเลของจีนไม่ให้ออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างอิสระ แนวคิด "ห่วงโซ่เกาะ" นี้ถูกริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1951 โดย John Foster Dulles อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อสร้างแนวล้อมกรอบ (Containment Strategy) สกัดกั้นการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น

หากเปรียบเทียบเชิงทัศนภาพ ห่วงโซ่เกาะชั้นแรกคือ "รั้วหน้าบ้าน" ที่ลากยาวตั้งแต่หมู่เกาะญี่ปุ่น ไต้หวัน ไปจนถึงฟิลิปปินส์ ขณะที่ห่วงโซ่เกาะชั้นที่สอง (Second Island Chain) ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เกาะกวม ทำหน้าที่เป็นแนวรับชั้นใน การตั้งอยู่ใจกลางเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่มีความหนาแน่นสูง ทำให้ไต้หวันกลายเป็นผู้ควบคุมเส้นทางเดินเรือ (Chokepoints) ที่สำคัญอย่างช่องแคบไต้หวัน ช่องแคบมิยาโกะ และช่องแคบบาชิ ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางหลักที่เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของโลกใช้สัญจรเพื่อลำเลียงสินค้า

ในมุมมองของสหรัฐฯ การรักษาอำนาจในพื้นที่นี้คือการรักษาสิทธิในการเข้าถึง (Strategic Access) ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและปกป้องพันธมิตร ในขณะที่สำหรับรัฐบาลปักกิ่ง การเข้าควบคุมไต้หวันหมายถึงการทลายการปิดล้อมทางทะเลและการประกาศเอกราชทางยุทธศาสตร์ของจีนอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถแผ่ขยายอิทธิพล ( ออกสู่ระดับโลกได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เครือข่ายพันธมิตรและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค (US Allies & Military Presence): เพื่อให้เห็นภาพการวางกำลังทางทหาร (Military Deployment) ของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนแนวห่วงโซ่เกาะ ข้อมูลปัจจุบันระบุถึงการกระจายตัวของฐานทัพและกำลังพลในประเทศพันธมิตรหลักดังนี้:

  • ญี่ปุ่น (Japan): ถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุด โดยมีฐานทัพสหรัฐฯ ประมาณ 120 แห่ง (รวมฐานทัพขนาดเล็กและใหญ่) และมีกำลังพลประจำการกว่า 50,000 นาย

  • เกาหลีใต้ (South Korea): มีฐานทัพประมาณ 73 แห่ง โดยมีค่าย Humphreys เป็นฐานทัพนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีกำลังพลประจำการประมาณ 28,500 นาย

  • ฟิลิปปินส์ (Philippines): ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศฉบับปรับปรุง (EDCA) สหรัฐฯ ได้รับสิทธิในการเข้าถึงและใช้งานฐานทัพในฟิลิปปินส์รวมทั้งสิ้น 9 แห่ง ซึ่งรวมถึงจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับไต้หวันทางทิศใต้

2. เกราะกำบังซิลิคอน: จากวิสัยทัศน์ยุคก่อตั้งสู่จุดยุทธศาสตร์โลก
(The Silicon Shield: From Visionary Roots to Global Strategic Asset)

ความสำคัญของไต้หวันในศตวรรษที่ 21 ถูกค้ำยันด้วยแนวคิด "เกราะกำบังซิลิคอน" (Silicon Shield) ซึ่งหมายถึงสถานะการพึ่งพิงทางเทคโนโลยีที่โลกทั้งใบมีต่อไต้หวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ที่บริษัท TSMC ครองส่วนแบ่งการผลิตชิปขั้นสูงกว่า 90% ของตลาดโลก ความสำเร็จระดับมหัศจรรย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีรากฐานมาจากวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระบบเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

รากฐานความสำเร็จ (The Foundational Strategy) เกิดจากแนวคิดของ ผู้นำอย่าง เจียง ไคเชก (Chiang Kai-shek) และนักวางแผนเศรษฐกิจอย่าง Li Kwoh-ting ตระหนักดีว่าความอยู่รอดของเกาะที่มีทรัพยากรจำกัดต้องพึ่งพาการเปลี่ยน "ทุนมนุษย์" ให้เป็น "ทุนทางปัญญา" นำไปสู่การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ด้วยการส่งทีมวิศวกรไปศึกษาดูงานที่สหรัฐฯ เพื่อนำองค์ความรู้กลับมาตั้งสถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI) และสร้างสวนวิทยาศาสตร์ซินจู๋ (Hsinchu Science Park) จนกลายเป็นระบบนิเวศที่บ่มเพาะยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC ในเวลาต่อมา การมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้นในวันนั้น คือปัจจัยที่ทำให้ไต้หวันมีอำนาจต่อรองระดับสูงในวันนี้

Taiwan's Semiconductor Sustainability and Global ...

จุดเสี่ยงวิกฤตของโลก (The Global Single Point of Failure): ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าว ชิปจากไต้หวันจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีตั้งแต่ สมาร์ทโฟนทั่วไป ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ทางการทหารระดับสูง สถานะการเป็น "ผู้ผลิตรายเดียวที่โลกขาดไม่ได้" นี้เองที่สร้างความกังวลให้แก่มหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างตระหนักว่า หากห่วงโซ่นี้หยุดชะงักลง จะเกิดภาวะชะงักงันทางการผลิตทั่วโลก (Global Industrial Paralysis) ซึ่งรุนแรงเกินกว่าที่เศรษฐกิจโลกจะแบกรับได้ ความปลอดภัยของไต้หวันจึงไม่ใช่แค่เรื่องอธิปไตย แต่คือความมั่นคงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของมวลมนุษยชาติ

Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC จึงกลายเป็นผู้ผลิตซมิคันดักเตอร์รายเดียวที่โลกขาดไม่ได้

3. การประลองอุดมการณ์และศักดิ์ศรีของมหาอำนาจ
(Ideology & National Identity)

ลึกลงไปกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ คือการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์และประวัติศาสตร์ สำหรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง การรวมชาติไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายทางการเมือง แต่คือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูชาติ (National Rejuvenation) เพื่อปิดฉาก ยุคแห่งความอัปยศ (Century of Humiliation) ที่จีนถูกรุกรานในอดีต การผนวกไต้หวันจึงเป็นเรื่องของ "ความชอบธรรม" ในการนำพาประเทศสู่ความยิ่งใหญ่

ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ มองไต้หวันในฐานะสัญลักษณ์ของความสำเร็จในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Outpost) การล่มสลายของไต้หวันจะส่งผลต่อความเชื่อถือ (Credibility) ของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลกและผู้คุ้มครองความปลอดภัย (Security Provider) ให้แก่พันธมิตรในภูมิภาค หากสหรัฐฯ เพิกเฉยต่อกรณีนี้ จะเกิดคำถามถึงความมั่นคงในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่างถาวร

แนวทางการปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจ (Strategic Adaptations)

ประเทศไทยพึ่งพาไต้หวันแค่ไหน? ในบริบทของเศรษฐกิจไทย ไต้หวันคือ "กระดูกสันหลังทางเทคโนโลยี" และหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด (Top-tier Investor) ของประเทศ โดยความพึ่งพาสามารถวิเคราะห์ได้ผ่าน 3 มิติหลัก คือ

  1. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และแผ่นวงจรพิมพ์ (Electronics & PCB Hub): ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ที่สำคัญของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากบริษัทไต้หวัน หากห่วงโซ่อุปทานจากไต้หวันชะงักงัน ภาคการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทยซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของ GDP จะเผชิญกับภาวะชะงักงันทันที

  2. ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า (EV Supply Chain): ในขณะที่ไทยกำลังก้าวสู่การเป็น Hub ของ EV ชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์และระบบควบคุมอัจฉริยะส่วนใหญ่ล้วนมีต้นทางมาจากไต้หวัน การพึ่งพา "Silicon Shield" ของไต้หวันจึงเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายของอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ของไทย

  3. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI): ไต้หวันมักติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากที่สุด โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งช่วยยกระดับทักษะแรงงานและเทคโนโลยีในประเทศ

ดังนั้น "ภาวะสงครามหรือความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน" จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงโดยตรง (Direct Risk) ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนชาวไทยสามารถรับมือกับความเสี่ยงในยุค "ความไม่แน่นอนที่มั่นคง" (Stable Instability) นี้ได้ เราขอเสนอแนวทางปฏิบัติ 3 ประการ:

  1. การสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน (Building Supply Chain Resilience): ภาคธุรกิจควรเปลี่ยนผ่านจากกลยุทธ์การเน้นประสิทธิภาพสูงสุด (Just-in-Time) ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นสูงสุด (Just-in-Case) โดยการหาแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิตสำรอง (Supply Chain Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือวัตถุดิบจากพื้นที่ขัดแย้งเพียงแห่งเดียว

  2. การบูรณาการความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับแผนธุรกิจ (Integrating Geopolitics into Planning): ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้บริหารต้องนำปัจจัยความเสี่ยงระหว่างประเทศมาคำนวณในแบบจำลองทางการเงิน (Financial Modeling) และแผนการดำเนินงานระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับฉากทัศน์ (Scenario Planning) ที่เลวร้ายที่สุด

  3. การวางตัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยเชิงกลยุทธ์ (Positioning as a Strategic Neutral Zone): ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากการมีนโยบายต่างประเทศที่สมดุล วางตัวเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่เป็นกลาง (Neutral Hub) สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการแยกขั้วอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน

บทสรุป: การก้าวพ้นสถานะผู้สังเกตการณ์สู่การวางยุทธศาสตร์เชิงรุก 

ในโลกที่การเมืองและเศรษฐกิจถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน (Geoeconomics) ไต้หวันไม่ได้เป็นเพียงเกาะขนาดเล็กในทะเลจีนใต้ แต่คือ "เสาหลัก" ที่ค้ำยันโครงสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลของมวลมนุษยชาติ ความหลงใหลและการยึดติดที่มหาอำนาจมีต่อไต้หวันนั้นสะท้อนถึงการช่วงชิงอำนาจนำในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่มีฝ่ายใดสามารถยอมถอยได้ง่ายๆ สำหรับผู้นำธุรกิจไทย การทำความเข้าใจ "ความเปราะบางที่เป็นระบบ" นี้ไม่ใช่เพื่อการตื่นตระหนก แต่เพื่อการวางรากฐานองค์กรให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) และการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น เพราะในโลกยุคใหม่นี้ ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการหลีกเลี่ยงพายุ แต่เกิดจากการรู้วิธีเดินเรือท่ามกลางพายุที่ไม่มีวันสงบลง

เกี่ยวกับ TSMC

Taiwan Semiconductor Manufacturing Company หรือ TSMC เป็นผู้ผลิตชิปแบบรับจ้างผลิต (foundry) รายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อตั้งในปี 1987 โดย ดร. Morris Chang ที่สวนวิทยาศาสตร์ซินจู๋ ไต้หวัน บริษัทเกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไต้หวัน สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (ITRI) และเอกชน เช่น Philips โดยวางโมเดลธุรกิจแบบ “pure-play foundry” ผลิตชิปให้แบรนด์อื่นโดยเฉพาะ ซึ่งถือว่าใหม่มากในยุคนั้น

ตลอดสามทศวรรษ TSMC ลงทุนหนักด้านเทคโนโลยีการผลิต ล้ำหน้าคู่แข่งในเทคโนโลยีระดับ 7 นาโนเมตร 5 นาโนเมตร จนถึง 3 นาโนเมตร ทำชิปให้ลูกค้ารายสำคัญอย่าง Apple, Nvidia, AMD และ Qualcomm จนกลายเป็นฟันเฟืองหลักของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก ปัจจุบัน TSMC เป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่สุดของไต้หวัน ติดอันดับบริษัทเทคโนโลยีมูลค่าสูงของโลก และถือเป็น “สินทรัพย์ยุทธศาสตร์” ของทั้งไต้หวันและซัพพลายเชนเทคโนโลยีโลก

เว็บไซต์ทางการของ TSMC: https://www.tsmc.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กับดักการยกระดับ: เมื่อ "ชัยชนะทางอาวุธ" นำมาซึ่ง "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์"

กับดักการยกระดับ: เมื่อ "ชัยชนะทางอาวุธ" นำมาซึ่ง "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์"

13 มีนาคม 2569

Business Leader / โต๊ะข่าวต่างประเทศ

เจาะลึกวิกฤตความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านผ่านมุมมอง ศ.Robert Pape กับ "กับดักการยกระดับ" เมื่อชัยชนะทางทหารอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ พร้อมบทวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของมหาอำนาจจีนและรัสเซีย

10 สัญญาณจาก Davos 2026 เมื่อการค้าโลกไม่เหมือนเดิม ธุรกิจต้องคิดใหม่ทั้งซัพพลายเชนและตลาด

10 สัญญาณจาก Davos 2026 เมื่อการค้าโลกไม่เหมือนเดิม ธุรกิจต้องคิดใหม่ทั้งซัพพลายเชนและตลาด

26 มกราคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ผู้นำโลกและซีอีโอในเวที World Economic Forum ชี้ชัด การค้าโลกกำลังเปลี่ยนกติกา จากภาษีการเมือง ดีลการค้าใหม่ ไปจนถึงเทคโนโลยี AI บทเรียนสำคัญที่นักลงทุนและผู้บริหารต้องรู้ก่อนวางกลยุทธ์ปี 2026

จุดเดือดภูมิรัฐศาสตร์ 2569: วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามและเข็มทิศยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทย

จุดเดือดภูมิรัฐศาสตร์ 2569: วิเคราะห์ฉากทัศน์สงครามและเข็มทิศยุทธศาสตร์สำหรับธุรกิจไทย

8 มีนาคม 2569

กองบรรณาธิการ

โลกกำลังเผชิญจุดเดือดภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่รัสเซีย–ยูเครน ตะวันออกกลาง จีน–ไต้หวัน เมียนมา จนถึง OCA บทความนี้ถอดฉากทัศน์สงคราม ผลกระทบต่อพลังงาน โลจิสติกส์ การส่งออกไทย ค่าเงินบาท และอธิบายว่าธุรกิจไทยควรวางยุทธศาสตร์และรับมือร่วมกับมาตรการ War Room ของรัฐบาลอนุทินอย่างไรให้รอดในโลกเสี่ยงสูง

พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

พาณิชย์ชูยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกแบ่งขั้ว เร่งกระจายตลาด-สินค้าใหม่ เสริมแกร่งส่งออกไทยปี 2569

10 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กระทรวงพาณิชย์เผยแผนยุทธศาสตร์ Resilience รับมือโลกการค้าแบ่งขั้ว เดินหน้ากระจายตลาดและสินค้าใหม่ พร้อมเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA และนวัตกรรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งการส่งออกไทยที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 71.2%

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs

10 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจนถึงระดับ "Code RED" ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกและเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้ SMEs ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง