
ธนาคารไทยเครดิตมั่นใจกำไรโต เดินหน้าเจาะสินเชื่อรายย่อยและ SMEs แม้ดอกเบี้ยสูง
17 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ไทยเครดิตทำกำไรปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4,016 ล้านบาท ROE 16% และตั้งเป้ากำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2569.
-
กลยุทธ์หลักคือโฟกัสสินเชื่อ Micro SME และรายย่อย ภายใต้แนวคิด “Quality Growth” คุม NPL ท่ามกลางดอกเบี้ยสูง พร้อมเร่งขยายพอร์ตจากดีมานด์ของผู้ที่กังวล “กู้ไม่ผ่าน” มากกว่าดอกเบี้ย
-
ธนาคารเดินหน้าลงทุนยกระดับ Digital Core Banking และใช้กลยุทธ์ “ตังค์โต Know-how” ให้ความรู้การเงิน เจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารราว 30% เพื่อหนุนเศรษฐกิจฐานราก
ธนาคารไทยเครดิต มั่นใจกำไรโตต่อเนื่องปี 2569 เน้นรุกสินเชื่อ Micro SME และลูกค้ารายย่อย แม้อัตราดอกเบี้ยสูง ชูกลยุทธ์ "Quality Growth" และดิจิทัลคุม NPL หลังสร้างสถิติกำไรสูงสุด 4,016 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมลงทุนยกระดับ Digital Core Banking เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ลูกค้า SME ขานรับความต้องการสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยไม่หวั่นดอกเบี้ยสูง แต่กังวลกู้ไม่ผ่านมากกว่า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธนาคารในการขยายตลาด
ผลประกอบการปี 2568 แข็งแกร่ง หนุนเป้าหมายโตต่อเนื่อง
ธนาคารไทยเครดิต ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยผลประกอบการปี 2568 ที่โดดเด่น ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% จากปีก่อนหน้า และมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 16% ซึ่งถือว่าโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรม การเติบโตนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธนาคารมั่นใจในการเดินหน้าสู่เป้าหมายกำไรที่เติบโตต่อเนื่องในปี 2569 โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการมุ่งเน้นสินเชื่อสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) และลูกค้ารายย่อย ภายใต้แนวคิด "Quality Growth" เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและควบคุม NPL ให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม
โอกาสจากดีมานด์ของผู้กังวล “กู้ไม่ผ่าน” มากกว่าดอกเบี้ย
สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า SME โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME และผู้ประกอบการรายย่อย ยังคงเป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่กลับเป็นกลุ่มที่มักประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ธนาคารไทยเครดิตจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยมีพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 สูงถึง 1.81 แสนล้านบาท และมีฐานลูกค้ามากถึง 3.05 แสนราย ตอกย้ำการเป็นทางเลือกหลักสำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลเผยว่า SME ส่วนใหญ่ไม่ได้กังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูง แต่กลับกังวลว่าจะ "กู้ไม่ผ่าน" มากกว่า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการเงินทุนที่แท้จริงและโอกาสของธนาคารที่เข้าใจในความต้องการและสามารถประเมินความเสี่ยงของกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี
เป้าขยายสินเชื่อมากกว่า 11% และเร่งลงทุน Digital Core Banking
เพื่อสนับสนุนการเติบโตนี้ นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยเครดิต ได้ตั้งเป้าหมายการขยายสินเชื่อในปี 2569 ให้เติบโต มากกว่า 11% โดยยังคงเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมคือสินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี และสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต ควบคู่ไปกับการลงทุนครั้งสำคัญในการยกระดับ Digital Core Banking ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำเงินทุนที่ได้จากการขายหุ้น IPO เมื่อปี 2567 มาใช้ แผนงานนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างศักยภาพในการให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อย แต่ยังมุ่งลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพให้ธนาคารสามารถเข้าถึงและดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล
กลยุทธ์ “ตังค์โต Know-how” เสริมแกร่งความรู้การเงินรายย่อย
กลยุทธ์ "ตังค์โต Know-how" ของธนาคารยังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ทางการเงินแก่ลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยในการบริหารจัดการธุรกิจและวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมสินเชื่อ SME ในตลาดจะหดตัวลงเนื่องจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน แต่ธนาคารไทยเครดิตยังคงมองเห็นโอกาสในกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารอีกประมาณ 30% ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ธนาคารพร้อมจะเข้าไปสนับสนุน ทำให้ธนาคารไทยเครดิตมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการเติบโตของ SME ไทยอย่างแท้จริง


