ธุรกิจไทยบนเส้นทางเปลี่ยนผ่าน: จากสัญญาณปี 2025 สู่จุดตัดสินใจใหม่ในปี 2026

ธุรกิจไทยบนเส้นทางเปลี่ยนผ่าน: จากสัญญาณปี 2025 สู่จุดตัดสินใจใหม่ในปี 2026

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ปี 2025 นับเป็นปีที่การส่งออกไทยกลับมา เติบโตแรง อีกครั้ง มูลค่าส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 12.9% สูงสุดในรอบ 4 ปี และสูงกว่าที่หลายสำนัก—including SCB EIC และกระทรวงพาณิชย์—เคยประเมินไว้ ขณะเดียวกัน เดือนธันวาคม 2025 เองก็ตอบโจทย์บทสรุป “ปิดปีสวย” ด้วยมูลค่าส่งออก 28,835 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โตแรง 16.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างชัดเจน​

อย่างไรก็ดี ตัวเลข “นำเข้า” ก็เร่งตัวไม่แพ้กัน มูลค่านำเข้ารวมปี 2025 ขยายตัว 12.9% เท่ากับฝั่งส่งออก และสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ไม่ได้เติบโตสอดคล้องกับตัวเลขส่งออกที่เร่งขึ้นมากนัก สะท้อนว่าเม็ดเงินที่แท้จริงจากการส่งออกซึ่งตกค้างในระบบเศรษฐกิจไทยอาจมีจำกัด นี่คือภาพ “โตแรงแต่มูลค่าเพิ่มบาง” ที่ผู้ประกอบการส่งออกต้องอ่านให้ออกและเตรียมปรับตัว​

ทำไมส่งออกปี 2025 ถึงพุ่งแรง: 4 แรงหนุนสำคัญ

SCB EIC ชี้ว่ามีอย่างน้อย 4 ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ส่งออกไทยปี 2025 ทำผลงานโดดเด่น​

  1. สหรัฐฯ เก็บภาษี “จริง” เบากว่าที่ขู่ไว้

    • อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ใช้จริงในช่วงปลายปี 2025 เฉลี่ยราว 18.2% หรือ “ต่ำ” กว่าที่ WTO เคยประเมินไว้ราว 22.7% ในช่วงต้นปี​

    • สำหรับไทย ภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ตั้งเพิ่มลดลงจากเดิมราว 36% เหลือราว 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค ทำให้ไทยไม่ได้เสียความสามารถการแข่งขันมากอย่างที่เคยกังวล​

    • ที่สำคัญ สหรัฐฯ เลื่อนวันบังคับใช้ภาษีนำเข้าชุดใหม่จากเมษายนไปสิงหาคม ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีเวลา “เร่งส่งออกก่อนภาษีใหม่” ได้ยาวขึ้น และดันยอดทั้งปีไปได้ไกล​

  2. วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    • อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็น “ดาวเด่น” ของปี 2025 มีสัดส่วน 21.5% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เพิ่มจาก 17.6% ในปี 2024​

    • แรงหนุนมาจากเทรนด์ลงทุนเทคโนโลยี AI และ Data center ทั่วโลกที่ยังร้อนแรง ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง​

    • มูลค่าส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทยทั้งปีเติบโตกว่า 38.3% และมีส่วนผลักดันการเติบโตของการส่งออกทั้งหมด (CTG) ราว 6.7% จาก 12.9% ทั้งปี​

  3. ทองคำ: ตัวช่วยสำคัญในโลกเสี่ยงสูง

    • การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวถึง 48.5% จากทั้งปัจจัยราคาทองคำถีบตัวขึ้น และความต้องการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สูงขึ้น​

    • ทองคำมีส่วนช่วยการเติบโตของส่งออกทั้งปีราว 1.4% และถ้ารวม “ทองคำพิเศษ” ที่ส่งออกไปอินเดียในช่วงไตรมาสแรก จะคิดเป็นผลบวกต่อการเติบโตรวมราว 2.2%​

  4. สงครามการค้าจีน–สหรัฐฯ ผ่อนคลาย

    • สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนลงมาเหลือเพียงประมาณ 20% จากที่เคยพุ่งเกิน 100% ในช่วงต้นปี 2025​

    • ผลคือภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าโลก “ดีเกินคาด” เช่น WTO ปรับประมาณการปริมาณการค้าโลกปี 2025 จากเดิมคาดหดตัว -0.2% มาเป็นขยายตัว 2.4%​

    • ไทยจึงได้อานิสงส์ในตลาดหลักนอกสหรัฐฯ ด้วย ทั้งจีน สหภาพยุโรป และอาเซียน-5 ที่มูลค่าส่งออกไทยไปยังตลาดเหล่านี้ขยายตัว 12.6%, 8.5% และ 6.9% ตามลำดับ​

 

สหรัฐฯ อิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ: ตัวละครหลักของผู้ส่งออกไทย

สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดทำเงินอันดับหนึ่งของการส่งออกไทย โดยเดือนธันวาคม 2025 การส่งออกไปสหรัฐฯ พุ่ง 54.3% จากปีก่อน แม้หลายสินค้าถูกขึ้นภาษี แต่หักอิเล็กทรอนิกส์ออกยังโต 21.7% สะท้อนดีมานด์ที่แข็งแรง สินค้าเด่น ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หม้อแปลง เครื่องจักรกล และแอร์ หลายรายการโตเลขสอง–สามหลัก ทั้งปี 2025 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ โต 32% จาก 13.6% ในปี 2024 และช่วยดันการส่งออกไทยรวมคิดเป็นราว 5.8% จากการเติบโต 12.9% ทั้งปี

 

สหรัฐฯ: ตลาดทำเงินอันดับหนึ่ง

  • เดือนธันวาคม 2025 การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ โตพุ่งถึง 54.3% เทียบปีก่อน จาก 37.9% ในเดือนพฤศจิกายน​

  • แม้หลายสินค้าเผชิญกำแพงภาษีที่สูงขึ้นแล้ว แต่หากหักสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ออก การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังโต 21.7% สะท้อนดีมานด์สินค้าจากไทยที่ยังแข็งแรง​

  • สินค้าที่โดดเด่นคือเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องจักรกล และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งหลายรายการโตเลขสอง–สามหลัก เช่น คอมพิวเตอร์โตถึง 123% โทรศัพท์ 117.3% หม้อแปลง 86.6%​

  • เฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม มีส่วนผลักดันให้การส่งออกรวมของไทยขยายตัวถึง 10.2% จาก 16.8% ทั้งหมดในเดือนนั้น​

เมื่อมองทั้งปี การส่งออกไทยไปสหรัฐฯ โตถึง 32% จาก 13.6% ในปี 2024 และมีส่วนผลักดันการเติบโตการส่งออกไทยรวมราว 5.8% ของ 12.9% ทั้งปี​

อิเล็กทรอนิกส์: โซ่ข้อสำคัญของห่วงโซ่โลก

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่การค้าโลกของไทย การส่งออกเติบโตต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนและเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในตลาดหลักที่ส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจเกิดใหม่ สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะการเติบโตของตลาดใหญ่ในอเมริกาและเอเชีย ทำให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นแรงขับหลักที่หนุนให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  • การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เดือนธันวาคม 2025 โตถึง 52.8% ต่อเนื่องจาก 46.2% ในเดือนพฤศจิกายน และ 38.8% ในเดือนตุลาคม โดยโตติดต่อกันแล้ว 21 เดือน​

  • ในตลาดหลัก 15 แห่งของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย มีถึง 13 ตลาดที่ส่งออกขยายตัว และ 10 ตลาดโตเกิน 15% โดยเฉพาะสหรัฐฯ เม็กซิโก และอินเดีย ที่โต 114.2%, 122.8% และ 152.6% ตามลำดับ​

  • เฉพาะอิเล็กทรอนิกส์มีส่วนช่วยให้การส่งออกรวมเดือนธันวาคมเติบโต 10.1% จาก 16.8% ทั้งเดือน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเติบโตทั้งหมด​

 

ทองคำ: หนุนตัวเลข แต่ไม่ใช่ฐานถาวร

การเคลื่อนไหวของทองคำกลับมามีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมการส่งออกไทยอีกครั้งในช่วงปลายปี หลังจากหดตัวต่อเนื่อง ทองคำไม่ขึ้นรูปพลิกกลับมาขยายตัวแรง ช่วยหนุนตัวเลขการส่งออกรวมให้ดีดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บทบาทของทองคำยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยชั่วคราวมากกว่าฐานการเติบโตถาวร เพราะฝั่งนำเข้าทองคำก็เร่งตัวตามไปด้วย สะท้อนว่าไทยนำเข้าเพื่อทดแทนปริมาณที่ส่งออกและอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสะสมสินทรัพย์ในประเทศมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิต

  • ทองคำไม่ขึ้นรูปพลิกกลับมาขยายตัว 163.6% ในเดือนธันวาคม หลังจากหดตัวแรงสองเดือนติด​

  • ทองคำมีส่วนผลักดันให้ส่งออกรวมเดือนธันวาคมเติบโต 2.7% จาก 16.8% ทั้งหมด​

  • ฝั่งนำเข้าทองคำก็เพิ่มขึ้นกว่า 36% ในปี 2025 

สำหรับผู้ประกอบการ ตัวเลขทองคำจึงต้องอ่านอย่างมีสติ เพราะแม้ช่วยให้ตัวเลขส่งออกดูสวย แต่ไม่ได้สะท้อนความสามารถการผลิตเชิงโครงสร้างของประเทศเท่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือสินค้าอุตสหกรรมอื่นๆ

 

ด้านมืดที่ต้องมอง: นำเข้าพุ่ง ดุลการค้าขาดดุล และมูลค่าเพิ่มที่จำกัด

ตัวเลขส่งออกไทยปี 2025 ที่โดดเด่นมีด้านมืดซ่อนอยู่ ทั้งการนำเข้าที่พุ่งขึ้นตามไปจนดุลการค้ากลับมาติดลบสูงสุดในรอบหลายปี ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนสำหรับผลิตสินค้าเทคโนโลยี ส่งสัญญาณว่ามูลค่าเพิ่มจริงในประเทศยังจำกัด ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไม่ได้เติบโตสอดคล้องกับการส่งออก ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองแค่ยอดขายต่างประเทศ แต่ต้องประเมินกำไรสุทธิ ความเปราะบางของห่วงโซ่การผลิต และความเสี่ยงจากต้นทุนและค่าเงินไปพร้อมกัน

 

  1. นำเข้าโตพอ ๆ กับส่งออก

    • มูลค่านำเข้าเดือนธันวาคม 2025 อยู่ที่ 29,280.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โต 18.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด​

    • ทั้งปี 2025 มูลค่านำเข้ารวมอยู่ที่ 344,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% เท่ากับฝั่งส่งออก และสูงสุดในรอบ 4 ปี​

  2. ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 3 ปี

    • เดือนธันวาคม 2025 ไทยขาดดุลการค้า 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะน้อยลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุลกว่า 2,726.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ​

    • ทั้งปี 2025 ไทยขาดดุลการค้าในระบบศุลกากรสูงถึง 5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี​

  3. นำเข้าหนักในวัตถุดิบ–กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน

    • สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปนำเข้าโต 17.9% และสินค้าทุนโต 20.3% มีส่วนผลักดันการเติบโตของนำเข้ารวมถึง 12.5% ของ 12.9% ทั้งปี​

    • รายการสำคัญคือแผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์ วงจรพิมพ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า–เครื่องจักรกล ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนต้นน้ำและกลางน้ำจำนวนมากเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเทคโนโลยีส่งออก​

    • จีนและไต้หวันเป็นแหล่งนำเข้าหลัก โดยมูลค่านำเข้าจากจีนโต 33.5% และจากไต้หวันโต 23.5% คิดเป็นประมาณ 10.4% ของการเติบโตนำเข้าไทยทั้งหมด​

  4. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไม่สอดคล้องกับตัวเลขส่งออก

    • MPI ของไทยไม่ได้ขยายตัวดีเท่าตัวเลขส่งออกที่เร่งขึ้นอย่างมาก​

    • SCB EIC มองว่าสิ่งนี้สะท้อนว่า “มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง” จากการส่งออกอาจจำกัด เพราะไทยยังเน้นผลิตปลายน้ำ ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศจำนวนมาก​

 

สำหรับผู้ประกอบการ ภาพนี้แปลว่า แม้ยอดขายจากต่างประเทศจะดูดี แต่กำไรสุทธิและความแข็งแรงของห่วงโซ่การผลิตในประเทศอาจไม่ได้ดีตามไปแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะหากค่าเงินบาทแข็งและต้นทุนวัตถุดิบ–ชิ้นส่วนจากต่างประเทศไม่ลดลง

 

มองไปข้างหน้า: ปี 2026 ส่งออกแผ่วลง แต่ยังมีโอกาสให้คว้า

ณ สิ้นปี 2025 SCB EIC ประเมินว่าส่งออกไทยปี 2026 มีแนวโน้ม “ชะลอตัวลงมาก” โดยคาดว่าอาจหดตัวราว -1.5% ตามทิศทางการค้าโลกและฐานที่สูงของปี 2025 อย่างไรก็ตาม ยังมี “Upside” หรือช่องทางให้สถานการณ์ดีกว่าคาด หากผู้เล่นในระบบพร้อมปรับตัว​

 

ปัจจัยกดดันที่ต้องรับมือ

  • มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 2.0 จะเริ่มส่งผลเต็มรูปแบบในปี 2026 ทำให้เศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัว​

  • แรงหนุนพิเศษหลายอย่างในปี 2025 เช่น การเร่งส่งออกก่อนภาษี (Front-loading) และการส่งออกทองคำพิเศษไปอินเดีย จะไม่เกิดซ้ำในปี 2026​

  • ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า อาจบั่นทอนความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก หากผู้ประกอบการไม่เร่งเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสินค้า​

 

ปัจจัยบวกที่ยังมีอยู่

  1. การค้าโลกยังโต แม้ช้าลง

    • IMF ณ มกราคม 2026 คาดปริมาณการค้าโลกขยายตัว 2.6% ในปีนี้ แม้ต่ำกว่า 4.1% ในปี 2025 แต่ดีกว่าประมาณการเดิมที่ 2.3%​

  2. กระแสลงทุนดิจิทัลและ AI ยังไม่จบ

    • การลงทุนด้านดิจิทัล Data center และ AI ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อในปี 2026 แม้จะชะลอบ้างจากปีก่อน​

    • สัญญาณจากข้อมูลส่งออกเกาหลีใต้ 20 วันแรกของเดือนมกราคม 2026 สะท้อนว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ยังโตแรงถึง 70.2% และอุปกรณ์สื่อสารไร้สายโต 48% เป็นภาพสะท้อนดีมานด์โลกที่ยังแข็งแรงในสินค้าเทคโนโลยี​

  3. ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

    • ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในยุคทรัมป์ 2.0 ยังคงสูง ทำให้ความต้องการสะสมทองคำยังอยู่ในระดับมาก​

    • สภาทองคำโลกชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็น “ผู้ซื้อมากกว่าผู้ขาย” ในตลาดทองคำเพื่อสะสมทุนสำรอง​

    • สำนักวิจัยด้านการลงทุนหลายแห่งมองว่าราคาทองคำมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อ ซึ่งจากประสบการณ์ในอดีต การส่งออกทองคำของไทยเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำโลก​

SCB EIC ระบุว่าจะทบทวนและเผยแพร่ประมาณการส่งออกไทยปี 2026 อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประเมินกรอบการเติบโตของมูลค่าส่งออกไทยปี 2026 ไว้ในช่วง -3.1% ถึง +1.1%​

 

ข้อแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการส่งออกไทย

เมื่ออ่านภาพรวมทั้งหมดแล้ว ผู้ประกอบการส่งออกไทยควรมอง “ปี 2025–2026” เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ จากยุค “โตแรงเพราะแรงส่งชั่วคราว” ไปสู่ยุคที่ต้องสร้าง “มูลค่าเพิ่มยั่งยืน” ด้วยตัวเอง ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ควรพิจารณา มีดังนี้

  1. ปรับพอร์ตสินค้าและตลาดให้สอดคล้องเทรนด์โลก

    • หากอยู่ในซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าเกี่ยวกับดิจิทัลและ AI ควรเร่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และการรับรอง เพื่อต่อยอดเข้าไปอยู่ใน Tier ที่สูงขึ้นของห่วงโซ่มูลค่า เช่น ชิ้นส่วนที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น หรือบริการหลังการขายที่เป็น Value-added service

    • ผู้ประกอบการที่ยังพึ่งตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก ควรกระจายความเสี่ยงไปยังจีน สหภาพยุโรป และอาเซียน-5 ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่ามีศักยภาพเติบโตดีในปี 2025​

  2. ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระยะยาว

    • ผลการนำเข้าแสดงชัดว่าไทยยังต้องพึ่งพาแผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด ทรานซิสเตอร์ วงจรพิมพ์ และเครื่องจักรจากจีนและไต้หวันในสัดส่วนสูง​

    • ในระยะกลาง–ยาว ผู้เล่นไทยควรร่วมมือกันสร้างระบบผู้ผลิตต้นน้ำและกลางน้ำในประเทศมากขึ้น ผ่านการลงทุนร่วม การดึงเทคโนโลยีจากต่างชาติ และการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม เพื่อรักษามูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศให้มากที่สุด

  3. วางแผนรับมือภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่อย่างมีกลยุทธ์

    • ผู้ส่งออกไปสหรัฐฯ ต้องติดตามรายละเอียดภาษีใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติเฉพาะสินค้า HS Code และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO)

    • ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ สถานที่ประกอบการผลิต และการใช้เขตการค้าเสรีที่ไทยมีอยู่ เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีที่สุด

  4. บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและราคาทองคำ

    • สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ใช้วัตถุดิบสัดส่วนมากจากจีน ไต้หวัน และตลาดอื่น ควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างจริงจัง ทั้ง Forward, Options หรือโครงสร้างทางการเงินที่ธนาคารเสนอ

    • ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการค้าทองคำหรือสินค้าที่เคลื่อนไหวตามราคาทอง ควรกำหนดนโยบาย Hedging ชัดเจน เพราะราคาทองคำในปี 2026 มีแนวโน้มผันผวนสูงตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์​

  5. เปลี่ยนจาก “ส่งออกปริมาณ” สู่ “ส่งออกมูลค่า”

    • ตัวเลข MPI ที่ไม่ไปกับการส่งออก คือสัญญาณว่าประเทศไทยยังไม่ได้เพิ่ม Productivity และมูลค่าเพิ่มเชิงโครงสร้างมากพอ​

    • ผู้ประกอบการควรลงทุนใน R&D การออกแบบสินค้า แบรนด์ และบริการเสริม เพื่อให้สามารถตั้งราคาสูงขึ้นต่อหน่วย และลดการพึ่งพาแรงงานราคาถูกและวัตถุดิบจากต่างประเทศ

 

ผู้ส่งออกต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ส่งออกปริมาณ” สู่ “ส่งออกมูลค่า”
เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาการเติบโตระยะยาว

 

แหล่งอ้างอิง: บทวิเคราะห์ “ส่งออกทั้งปี 2025 โตสูงถึง 12.9% ขณะที่ปี 2026 ส่งออกจะแผ่วลงมากจากผลภาษีสหรัฐฯ และฐานสูง” โดย SCB Economic Intelligence Center (SCB EIC), 23 มกราคม 2026 ที่มา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“Ballet Sneakers” กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา

“Ballet Sneakers” กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา

30 เมษายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่าการค้นหา “ballet sneakers” ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ขณะที่สื่อแฟชั่นชั้นนำอย่าง Vogue, InStyle, Harper’s Bazaar และ PureWow ต่างนำเสนอ ballet sneakers เป็นเทรนด์รองเท้าฤดูใบไม้ผลิที่ต้องมีในปีนี้ โดยมีทั้งรุ่นราคาย่อมเยา (เช่น Steve Madden, Keds, JW Pei) ไปจนถึงแบรนด์หรู (เช่น Simone Rocha, Loewe, Louis Vuitton

THINK TRADE THINK “DITP” พาเจาะลึก “ธุรกิจในตำนาน” ของไทย กับบทเรียนแห่งการยืนหยัดในโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน

THINK TRADE THINK “DITP” พาเจาะลึก “ธุรกิจในตำนาน” ของไทย กับบทเรียนแห่งการยืนหยัดในโลกที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน

31 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ธุรกิจไทยในตำนานปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน! พบเรื่องราวแบรนด์ดังอย่าง มาม่า แม่ประนอม และศรีจันทร์ ในนิตยสาร THINK TRADE THINK DITP ฉบับที่ 99 โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

ไทยวางเดิมพันครั้งใหญ่ ลดภาษี 0% สินค้านับพันรายการหวังหลบภาษีส่งออกสหรัฐ 36%

ไทยวางเดิมพันครั้งใหญ่ ลดภาษี 0% สินค้านับพันรายการหวังหลบภาษีส่งออกสหรัฐ 36%

9 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

รายงานพิเศษ: รัฐบาลไทยส่งข้อเสนอลดภาษีนำเข้าสหรัฐหลายพันรายการเป็น 0% เมื่อ 6 ก.ค.68 เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีส่งออก 36% ที่จะมีผลบังคับใช้ 1 ส.ค.68 เหลือเวลาเจรจา 25 วัน สหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 สินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์ ติดตามข้อเท็จจริง

สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

31 มีนาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สหรัฐฯเปิดสงครามการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับไทย ต้องเฝ้าระวังการลักลอบปลอมแปลงถิ่นกำเนิดสินค้า พร้อมกับใช้โอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และขยายตลาดการส่งออกไทย